วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ริมฝีปากสีสวยสุดเร่าร้อน

ริมฝีปากสีสวยสุดเร่าร้อน

ไม่มีเมคอัพชิ้นไหน ที่จะทำให้คุณสาวๆ มีรัศมีของสาวฮอตจับทันตาได้เท่ากับลิปสติกสีแดงอีกแล้ว
เราจึงอยากแนะนำให้สาวๆ เลือกทาลิปสติกสีแดงดู รับรองเลยว่า คุณจะรุ่มร้อนขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาแน่ๆ ด้วยทิปเจ๋งๆ แสนง่ายจาก คุณต้น-จีรวัฒน์ วรรธนะวิริยะกุล National Make Up Artist เครื่องสำอาง Lancome
How to Apply
1 ขจัดเซลล์ที่ตายแล้วออกด้วยการสครับริมฝีปากอย่างเบาๆ
2 บำรุงริมฝีปากด้วยลิปบาล์ม โดยใช้ปลายนิ้วนวดเบาๆ เพื่อให้ลิปบาล์มซึมลงริมฝีปากรวดเร็วยิ่งขึ้น
3 ใช้ทิชชูซับลิปบาล์มออก จากนั้นแตะคอนซีลเลอร์ให้ทั่วริมฝีปาก สีคอนซีลเลอร์สามารถใช้สีเดียวกับที่ใช้ตรงใต้ตาก็ได้
4 การทาลิปสติกให้ดูสวยธรรมชาติใสๆ แนะนำให้ทาโดยปล่อยให้ขอบปากเปลือย ไม่ต้องตัดขอบปาก โดยใช้พู่กันแตะเนื้อลิปสติก ลงเป็นรูปตัว v คว่ำที่ขอบปากด้านบน แล้วลากจนมาถึงมุมปาก จากนั้นก็เติมสีให้เต็มในช่องว่างนั้น สำหรับริมฝีปากล่าง ใช้พู่กันวาดเป็นรูปตัว U ตามแนวริมฝีปาก แล้วก็ระบายสีลิปสติกให้เต็มช่องว่างเช่นเดียวกับริมฝีปากบน
Q: ฉันมีปัญหา เวลาเร่งๆ ทาลิปสติกแล้วมักจะเลอะติดฟัน มีวิธีอะไรที่จะแก้ปัญหานี้ได้ไหมคะ
A: ง่ายๆ เลย แนะนำให้ทาแค่ด้านนอกริมฝีปากและเน้นตรงกลางริมฝีปากเท่านั้น ขณะที่ทาลิปสติกก็ไม่จำเป็นต้องอ้าปาก
สาวผิวขาวซีดถึงอมชมพู
ทาสีแดงได้สวยในทุกเฉด แต่ขอแนะนำให้เลือกเฉดสีลิปสติกที่เน้นให้ริมฝีปากดูเข้มหน่อย จะสวยมากๆ
Gwen Stefani
สาวผิวสองสี
เหมาะกับสีแดงที่ไล่ไปทางเฉดน้ำตาล เบจ หรือนู้ด
America Ferrera
สาวผิวเข้ม
แนะนำลิปสติกสีแดงเฉดที่ไล่จากน้ำตาลจนถึงแดงนู้ด
Jessica Szohr
Day Look
ปากสีแดงก็ดูหวานได้ในลุคกลางวัน
องค์ประกอบอื่นๆ บนใบหน้าควรซอฟต์ เพื่อขับให้สีแดงที่ริมฝีปากดูโดดเด่นที่สุด อาจเน้นแค่ขอบตาและขนตาเท่านั้น ไม่แนะนำให้ทาอายแชโดว์ เขียนเส้นอายไลเนอร์เอาแค่เบาๆ แล้วปัดขนตาให้ฉ่ำๆ ก็พอแล้ว
Night Look
เร่งดีกรีความร้อนแรงของลิปสีแดงด้วยสีตานัวร์ๆ
กลางคืนแนะนำให้ทาตาด้วยสีน้ำตาลดำหรือสีเทาควันบุหรี่ โดยไม่ต้องทาให้ดูเป็นสโมกี้อายส์ แค่ไล่สีให้ดูฟุ้งขึ้นมา
ลิปสติกดูเลอะเลือนเชียวหลังเขาจูบปากฉัน…
แก้ปัญหานี้ด้วยการพับมุมกระดาษทิชชูเป็นรูปสามเหลี่ยมแล้วใช้มุมเช็ดที่ขอบปาก แล้วค่อยเติมลิปสติกทับลงไป
“สีเสื้อผ้าเป็นข้อแรกๆ ที่ต้องคำนึงถึง จะสามารถตัดกับลิปสติกสีแดงและทำให้ลุคคุณดูสวยโดดเด่นขึ้นได้หรือเปล่า ที่เห็นบ่อยๆ ก็คงเป็นการตัดกันระหว่างเสื้อผ้าสีดำกับลิปสติกสีแดง ที่ออกมาดูสวยเด่น แต่จริงๆ แล้ว สีแดงสามารถเข้าได้ดีทั้งกับสีเสื้อผ้าโทนร้อนและสีโทนเย็น ยิ่งถ้าสีเสื้อผ้าอยู่ในโทนร้อนด้วยแล้ว ลิปสติกสีแดง (อยู่ในโทนร้อนเหมือนกัน) จะยิ่งช่วยขับความสง่างามของคุณเองออกมาได้มากยิ่งขึ้น”
“เดรสสีแดงหรือชุดสีแดง สามารถจับคู่กับลิปสติกสีแดงแล้วดูดีได้ โดยเฉพาะสาวผิวขาวจะทาสีแดงให้เท่ากับกับสีชุดเลยก็ได้ แต่ถ้าคุณมีผิวสีเข้มอาจต้องดรอปความแรงของสีแดงลง เลือกทาเป็นสีแดงอมน้ำตาล แดงน้ำตาลเบจ หรือแดงน้ำตาลอมพีช”
วิธีลองลิปสติกที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอาง
+ ควรลองสีลิปสติกที่ริมฝีปาก แต่ไม่ควรลองมากกว่า 4 สี เพราะสีปากจะดูช้ำ ทำให้สีที่ลองแท่งต่อไปนั้นดูไม่สวย แล้วสีอาจจะดูเพี้ยนได้
+ เวลาไปซื้อลิปสติกที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอาง ไม่แนะนำให้ลองลิปสติกจากแท่งโดยตรง ที่เคาน์เตอร์แบรนด์นั้นควรมีไม้สำหรับปาดเนื้อลิปสติกเฉพาะ เมื่อปาดเนื้อลิปสติกออกจากแท่งแล้ว จึงใช้พู่กันทาปากเทสต์สีลงที่ริมฝีปาก
ลิปไลเนอร์เอาต์แล้วจริงหรือเปล่า…
ยังไม่เอาต์ ลิปไลเนอร์ยังเหมาะกับงานที่หรูหรา เป็นทางการ เพื่อเพิ่มความเนี้ยบและความคมชัดเฉิดฉายของสีลิปสติกให้ดูสวยสง่า ลิปไลเนอร์ยังคงเป็นเมคอัพชิ้นสำคัญเสมอ เพียงแต่ไม่ต้องใช้ทาทุกวัน เลือกทาเฉพาะโอกาสเท่านั้น
Q: เทกซ์เจอร์ของลิปสติกมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหนและเท็กเจอร์ชนิดไหนเหมาะกับผู้หญิงทุกไลฟ์สไตล์
A: เทกซ์เจอร์ของลิปสติกมีผลต่อการทา และให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ลิปสติกเนื้อครีม จะให้การปกปิดร่องลึกและกลบความหมองคล้ำได้ดีที่สุด เนื้อครีมจะเติมเต็มร่องและเส้นริ้วให้ดูอวบอิ่มมากขึ้น แล้วก็ทาง่ายและไม่ดูแห้งเหมือนลิปสติกเนื้อด้าน และลิปสติกเนื้อครีมก็เหมาะมากด้วยกับผู้หญิงทุกคนในทุกๆ โอกาส
ที่มา http://www.pooyingnaka.com/story/story.php?Category=makeup&No=2023

เนรมิตดวงตาคู่สวยด้วยกฎแห่ง M

ดวงตาสวยด้วยกฎแห่ง M
กฎแห่ง M เป็นเทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยให้สาวๆ ตาโต สวยมีมิติได้ โดยไม่ต้องพึ่งคอนแทคเลนส์บิ๊กอาย ที่บรรดาสาวๆ วัยรุ่นกำลังฮิตอยู่ขณะนี้ แถมไม่ต้องเสี่ยงว่าจะเกิดอันตรายต่อดวงตาของคุณ อย่างการใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในตาอีกด้วย
1.เริ่มระบายสีบนเปลือกตาด้วยไฮไลต์เบสทั่วเปลือกตาบนจนถึงโหนกคิ้ว เพื่อปรับสภาพผิวบนเปลือกตาให้ดูเนียนเรียบ และเพื่อให้สีผิวดูสม่ำเสมอ
2.จากนั้นให้สีสันบนเปลือกตาโดยเริ่มระบายเกลี่ยจากโคนขนตาจนถึงเบ้าตา
3.ระบายสีคมชัดให้ดวงตาดูมีมิติด้วยการระบายสีเกลี่ยจากหัวตาเข้ามา และเกลี่ยเพิ่มจากหางตาเข้ามา โดยเว้นบริเวณกึ่งกลางตาไว้ ดังภาพ
4.เติมประกายให้ดวงตาเพิ่มความโดดเด่น โดยระบายเฉพาะกึ่งกลางตาที่เว้นไว้จากขั้นตอนที่ 3
5.สุดท้ายให้ดวงตาดูกลมโตและได้รูปดูสมส่วนกับใบหน้า ด้วยการเกลี่ยครีมอายไลเนอร์ให้ชิดขนตาบน และ 1 ใน 3 ส่วน ของขอบตาล่างจากหางตา ดังรูป
Tips: ทฤษฎีความงามภายใต้กฎแห่ง M นี้ เป็นเทคนิคการแต่งหน้าที่ช่วยสร้างใบหน้าของผู้หญิงตามโครงหน้าเดิมให้สวยได้เฉกเช่นใบหน้าสวยในอุดมคติ ด้วยการผสมผสานสีสันให้กลมกลืนกับแสงและเงา จึงควรใช้เมกอัพที่เป็นประกายมุก เพื่อให้ผิวดูเป็นประกายเรืองรอง ก่อเกิดสีสันหลากมิติในทุกมุมมองอย่างลงตัว


เช็ดให้สิ้นคราบ
รู้เทคนิคการแต่งตาสวยไปแล้ว ก็ควรรู้วิธีการทำความสะอาดผิวรอบดวงตาหลังจากที่ดวงตาคู่สวยได้เฉิดฉายกันด้วย เพราะผิวบริเวณรอบดวงตานั้นมีความละเอียดอ่อน บอบบางมาก มีความหนาเพียงหนึ่งในสามของผิวหน้าเท่านั้น หากได้รับการปรนนิบัติผิวอย่างผิดวิธีก็อาจก่อให้เกิดปัญหากับผิวรอบดวงตา อาทิ รอยคล้ำ ปรากฏเป็นริ้วรอยแห่งความโรยรา และเริ่มเป็นสัญญาณการก่อตัวของริ้วรอยแห่งวัยตามมาได้
1.หยดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางรอบดวงตา หรืออายรีมูฟเวอร์ให้ทั่วสำลี พับครึ่งในแนวขวาง และใช้สำลีที่เตรียมไว้วางแนบบนเปลือกตา กดบนสำลีเบาๆ ที่หัวตาและหางตา และทิ้งไว้สักครู่หนึ่ง เพื่อให้อายรีมูฟเวอร์ซึมเข้าปฏิบัติการกับคราบเครื่องสำอาง
2.ค่อยๆ เช็ดลงอย่างนุ่มนวล ดังภาพ
3.ใช้สำลีแผ่นเดิมวางให้แนบบนเปลือกตาอีกครั้ง และลูบออกด้านข้างจากมุมหัวตาไปยังปลายหางตา
4.จากนั้นใช้สำลีแผ่นเดิมวางที่โคนขนตาเพื่อทำความสะอาดมาสคารา และเน้นการทำความสะอาดโดยเฉพาะบริเวณโคนขนตาที่หัวตา กึ่งกลางตา และหางตา ทำอย่างนี้ซ้ำกันอีก 2-3 ครั้ง จนกว่ามาสคาราจะหลุดออกจากขนตา
5.เช็ดอายไลเนอร์ด้วยการใช้สำลีแผ่นเดิมพับกลับด้าน โดยพับทบสี่ และเริ่มเช็ดเครื่องสำอางออกโดยใช้ส่วนที่พับของแผ่นสำลีเช็ดฐานของเปลือกตาไปมาระหว่างมุมตา จากนั้นดึงเปลือกตาขึ้นด้านบนและค่อยๆ เช็ดขึ้น และใช้นิ้วกลางเพื่อขยายพื้นที่ตรงขอบตา จนกว่าอายไลเนอร์จะหมด และทำตามขั้นตอนที่ 1-5 สำหรับดวงตาอีกข้าง แต่สาวๆ ต้องจำไว้นะคะทุกขั้นตอนต้องปรนนิบัติอย่างนุ่มนวล และบางเบาที่สุดเพื่อการทะนุถนอมผิวรอบดวงตาให้สวยใส ไร้ริ้วรอยอยู่กับเราไปนานๆ คะ

ว่าแล้วก็ไปสนุกกับกฎแห่ง M ที่จะช่วยปรับเปลี่ยนใบหน้าของหญิงสาวให้สวยโดดเด่นกับดวงตาสวยคมกลมโต แบบไม่ต้องพึ่งคอนแทคเลนส์ (เบิ่ง) ตาโตกันแล้ว

สโมกกี อาย เก๋ไก๋อมตะนิรันดร์กาล

การแต่งหน้าโดยเน้นตาสไตล์สโมกกี อาย กลายเป็นเทรนด์ฮิตมานาน ไม่เคยเอาต์กับเขาเสียที
เพราะว่าบรรดาช่างแต่งหน้า นักสร้างสรรค์ความงาม มักจะคิดค้นสไตล์ใหม่ๆ มายั่วใจสาวๆ ที่รักสีสันการแต่งหน้าอยู่เสมอๆ ล่าสุด กูรูความงามระดับโลก จากค่ายเครื่องสำอางดังของฝรั่งเศสจะมาแนะนำการแต่งหน้าสไตล์สโมกกี อายแนวใหม่ (อีกครั้ง)
สวยแบบสโมกกี อาย
อินโทร... เผื่อใครยังไม่รู้จักสโมกกี อาย ให้ลองดูเซเลบคนดังเหล่านี้เป็นตัวอย่าง พวกเขามักจะออกมาในลุคสโมกกี อายเสมอๆ
ตั้งแต่ แคเธอรีน ไฮเกล นักแสดงนำจากซีรีส์ดัง Grey’s Anatomy เป็นสโมกกี อายแบบอ่อนๆ ขณะที่ เอวา ลองโกเรีย สาวสวยจาก Desperate Housewives เข้มขึ้นมานิด ส่วน เฟอร์กี หรือ สเตซีย์ แอนน์ เฟอร์กูสัน นักร้อง/นักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เกือบจะเป็นสโมกกี อายแนวใหม่เข้าไปทุกที
ข้ามมาที่ เคียรา ไนต์ลีย์ นักแสดงอังกฤษ แห่ง Pirates of the Caribbean ไตรภาค ออกงานเปิดตัวทุกครั้งด้วยสโมกกี อาย ส่วน สคาร์เล็ต โยฮันส์สัน แม้เราจะมักเห็นเธอในลุคธรรมชาติ แต่สโมกกี อาย ก็ช่วยให้เธอฮอตยิ่งขึ้น
สำหรับสาวสวย เจสสิกา อัลบา บอกว่า สโมกกี อาย คือ ลุคที่เธอโปรดสุดๆ ด้าน นาตาลี พอร์ตแมน ใครๆ ก็ทึ่งกับลุคสโมกกี อายของเธอบนปก Marie Claire เวอร์ชันอังกฤษ
ฝั่งนักร้องอาร์ แอนด์ บี เอลิเชีย คีย์ส ดวงตาสวยๆ ของเธอต้องเน้นด้วยสโมกกี อาย ฮิตไม่แพ้ บียอนเซ โนลส์ ดีว่าคนดัง ที่สโมกกี อายของเธอเป็นประกายเสมอ
สุดท้ายขาดไม่ได้ เธอคือสโมกกี อายตัวแม่ ผู้คว้ารางวัลราชินีแห่งสโมกกี อายตัวจริง อาวรีล ลาวีญน์
สโมกกี อายรูปแบบใหม่
เห็นภาพชัดกันไปแล้ว ก็มาตามคำเรียกร้อง อารอน เดอ เมย์ กูรูความงามระดับโลก ในฐานะนักออกแบบและช่างแต่งหน้าของเครื่องสำอางลังโคม ได้คิดค้นเทคนิคการแต่งตาแบบสโมกกี อายแบบฉีกกรอบ ที่จะเนรมิตคุณให้เป็นสาวปารีเซียนหัวรั้น ร้อนแรง
พลังของสีคราม ขับเน้นด้วยสีทองและสีแดง ผสมผสานเป็นสโมกกี อายรูปแบบใหม่ที่โดดเด่นที่ขอบตาคมชัด ทั้งเป็นตัวของตัวเองและยั่วยวนใจ โครงสร้างของสีที่ทรงพลังจะส่งเสริมภาพลักษณ์ของฤดูกาล ดวงตาดูโตขึ้นอย่างน่าทึ่งด้วยสีครามเข้ม เรียวปากเจิดจ้าด้วยสีแดงแมต สีผิวสวยงามประกายทอง ไปกันได้สวยกับการแต่งเล็บสไตล์เฟรนช์แมนิเคียวร์ที่พลิกรูปแบบไปเช่นเดียวกัน เป็นการสวนกระแสอย่างเรียบง่าย ทว่าหวือหวาท้าทาย
- ดวงตาสีคราม
อารอนบอกว่า เขาเริ่มเน้นที่โคนตาด้วยอายไลเนอร์ครีมหรือเจลสีดำสูตรกันน้ำ จากนั้นเพิ่มความเข้มให้หางตาและเปลือกตาบนด้วยดินสอเขียนขอบตาสีน้ำเงินคราม ผสมผสานกับอายแชโดว์สีครามเมทัลลิก ก่อนจะวาดเส้นสีครามเมทัลลิกที่โคนตาเพื่อความเข้มชวนตะลึง “นี่เปรียบเสมือนสีที่แทนสีดำในสายตาของผม อย่าลืมปิดท้ายด้วยการเน้นโหนกคิ้วด้วยดินสอเขียนขอบตาสีทอง แล้วเสริมให้เด่นขึ้นด้วยลิปกลอสสีทองด้วยนะครับ” อารอน ย้ำ
สำหรับคนที่ต้องการสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งยิ่งขึ้น ก็สามารถเลือกใช้อายแชโดว์แบบเปียก ซึ่งจะให้ความเป็นเงาวับเจิดจรัส “เพียงแค่จุ่มพู่กันเขียนขอบตาพอหมาดๆ แล้วก็นำมาแต่งแต้มอย่างง่ายๆ จะให้ดีก็เติมภาพลักษณ์แบบสะดุดตานี้ด้วยท็อปโค้ตมาสคาราสีทองด้วย จะเพอร์เฟกต์สุด” อารอน เสริม
กูรูคนดังชาวนิวซีแลนด์บอกว่า หญิงสาวหลายคนอยากเปรี้ยว แต่ก็ยังกังวลเรื่องความเป็นธรรมชาติ “ฉะนั้นต้องเพิ่มสีทองให้หลากหลายมากขึ้น อย่างเช่น การแต่งตาให้ดูสว่างด้วยอายแชโดว์สีทอง ไล้ทั่วเปลือกตา ตามด้วยการวาดดินสอเขียนขอบตาสีน้ำเงินครามตามแนวขนตา อย่าลืมเพิ่มม่านบางใสของอายแชโดว์สีครามสักนิด เกลี่ยขึ้นสู่โหนกคิ้ว ปิดท้ายด้วยการเน้นดวงตาโดยปัดมาสคาราสีทองทับสองสามชั้น แอบเอาลิปกลอสสีทองแวววาวมาปัดขนตาด้านล่าง เป็นการเติมลุคได้ด้วย
- สีผิวดังทอง
เพื่อให้สีผิวเนียนไร้ที่ติ เปล่งปลั่งดังสีทอง อารอน ปรับสีผิวให้ดูสม่ำเสมอก่อนด้วยรองพื้นบางเบา “ฤดูกาลนี้ผมขอแนะนำให้เลือกใช้เฉดสีที่อ่อนกว่าสีผิวจริงของคุณ เพื่อให้สีผิวดูสว่างสดใส และเพื่อให้การรองพื้นดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ผมใช้แป้งไฮไลต์สีทองหรือชิมเมอร์สีทองเพื่อปรับสีผิวและขับสีทองให้อร่าม
จากนั้นมาไฮไลต์กรอบหน้ากันครับ โดยที่ต้องเน้นคือสันจมูก โหนกคิ้ว และหน้าผาก วิธีนี้ช่วยให้รูปหน้าได้รับการปรับแต่งและเสริมจุดเด่นไปพร้อมกันด้วย แล้วก็เพื่อภาพลักษณ์ที่หรูขึ้น ผมใช้อายแชโดว์สีทองคู่กับลิปสติกเนื้อแมตต์สีทองในการตกแต่งแก้มครับ โดยแตะเล็กน้อยทั่วโหนกแก้ม ก่อนเปลี่ยนให้กลมกลืนกันด้วยปลายนิ้วเพื่อสร้างพวงแก้มแดงระเรื่อ”
- เรียวปากแดงปนนู้ดสุดหรู
ลิปสติกสีแดงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้จากโต๊ะเครื่องแป้ง หลายๆ คนไม่กล้าพอที่จะทาปากสีเจิดขนาดนั้นออกจากบ้าน แม้จะหลงใหลในเสน่ห์แนววินเทจของสีแดงแมตต์ (ด้าน) ขนาดไหน อารอน บอกว่า ถ้าไม่มั่นใจสามารถปรับใช้ลิปสติกสีแดงแท่งเก่งได้ แถมยังทันสมัยและได้ลูกเล่นที่เป็นธรรมชาติ “ใช้ปลายนิ้วแต้มสีที่กลางริมฝีปาก เกลี่ยออกสู่มุมปากให้ดูเหมือนการขบกัดปากธรรมชาติ หรือจะแตะลิปกลอสสีทองเล็กน้อยทาทับสีแดงที่กึ่งกลางริมฝีปาก เรียวปากจะดูเย้ายวนอย่างน่าทึ่ง ถ้าต้องการภาพลักษณ์แบบโก้หรูยิ่งขึ้น ก็อย่าลืมเติมม่านอายแชโดว์สีทองไปบนเรียวปากเลย เพื่อความหรูหราละมุนละไม” อารอน ทิ้งท้ายว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้
- เล็บหรูหราราวเครื่องประดับ
เติมเต็มลุคให้ครบด้วยเรียวเล็บแบบเฟรนช์ เรโวลูชัน แมนิเคียวร์ ตามคำแนะนำของอารอน เดอ เมย์ ด้วยยาทาเล็บสีน้ำเงินคราม เมื่อสีแห้ง ตกแต่งปลายเล็บสไตล์เฟรนช์ แมนิเคียวร์ ด้วยสีแดง หรือสีทอง ไม่ก็เลือกสีใดสีหนึ่งในสามสีนี้เป็นอันครบครันลุคสโมกกี อายแนวใหม่

ที่มา โพสต์ทูเดย์

วิธีเช็ดเครื่องสำอางบนใบหน้าที่ถูกต้อง

ผิวรอบดวงตา ผิวรอบดวงตาเป็นบริเวณที่บอบบางมากที่เวลาที่ทำความสะอาดแนะนำให้หยดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใส่ลงสำลีพอประมาณ จากนั้นเช็ดออกอย่างเบามือห้ามถูไปถูมาเด็ดขาด ถ้าเป็นตรงเปลือกตาก็ค่อยๆ เช็ดลงมาจนถึงตรงขอบตาเพื่อจะรูดมาสคาร่าให้ติดออกไปตามปลายขนตา สำหรับตรงขอบตาก็แนะนำให้พับสำลีเป็นมุมสามเหลี่ยมเช็ดออกอย่างเบาๆ

ริมฝีปาก เมื่อพับสำลีเป็นสามเหลี่ยมแล้วก็ใช้ตรงมุมเช็ดตามร่องปาก โดยเช็ดในแนวดิ่งจากด้านในออกมาตรงด้านนอกริมฝีปากไม่แนะนำให้ถูในแนวขวางเพราะจะทำให้ริมฝีปากแตกและถ้าทำซ้ำๆ นานๆ ไปมีผลให้ริมฝีปากเป็นร่องและมีรอยย่นเหี่ยว

ผิวหน้า เริ่มจากบริเวณทีโซนก่อน โดยเริ่มวนจากบริเวณหน้าผาก จมูกและคาง และควรใช้นิ้วนางและนิ้วกลางสำหรับคลึงวนในการทำความสะอาด โดยคลึงวนออกตามจุดต่างๆ บนผิวหน้าถ้าคุณเลือกใช้คลีนซิ่งออยล์ก็สามารถล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดได้เลย แต่ถ้าเป็นคลีนซิ่งเจลหรือน้ำนมคุณต้องซับหน้าด้วยทิชชูก่อนแล้วค่อยตามด้วยน้ำสะอาดและโฟมล้างหน้า
http://www.pooyingnaka.com/story/story.php?Category=makeup&No=2242

เคล็ดลับในการแต่งหน้ารับซัมเมอร์

1. อากาศร้อนแล้วสาวๆ อาจไม่อยากแต่งหน้าแข่งกับอุณหภูมิที่สูงปรี๊ด ทำให้เทรนด์การแต่งหน้าบางใสเน้นเผยผิวที่แท้จริงมาแรงในช่วงนี้
2. ช่วงนี้ถ้าได้ยินคำว่า “แต่งหน้านู้ด” จำไว้เลยว่า สาวผิวขาวควรใช้เฉดสีชมพูช่วยให้ผิวดูขาวเปล่งปลั่ง ส่วนสาวผิวสีให้ใช้เสน่ห์ของประกายทองเพิ่มความสดใสยิ่งขึ้น
3. สาวไทยจะแต่งหน้านู้ดอาจไม่มั่นใจ เพราะใบหน้าดูไม่ค่อยมีมิติเหมือนสาวฝรั่ง ลองหาแป้งชิมเมอร์สีอ่อนมาไล้บริเวณสันจมูก กลางหน้าผาก และปลายคาง ช่วยเน้นโครงหน้าให้ชัดเจนขึ้นได้
4. “ลิปสติกสีนู้ด” ของคนผิวขาว หมายถึง สีเบจอมชมพูอ่อนหรือเจือส้มแอปริคอทนิดๆ (ทาแล้วต้องไม่ดูซีดจนเหมือนคนป่วย) หากสีผิวเข้มปานกลางก็เพิ่มโทนสีน้ำตาลปนชมพูขึ้นมาอีกระดับ แล้วเติมกลอสใสทับให้ดูสว่างสดใส สุดท้ายสาวผิวเข้มใช้สีน้ำตาลอมส้มผสมชิมเมอร์ที่สร้างมิติให้เรียวปากอิ่มเอิบและเซ็กซี่ราวกับสาวละติน
5. ถ้าตากแดดจนริมฝีปากคล้ำเกินงาม ก่อนทาลิปสติกให้ลงคอนซีลเลอร์หรือรองพื้นบนริมฝีปาก เพื่อปรับสีผิวให้อ่อนลง แล้วค่อยบรรเลงสีตามใจชอบ
6. แต่งตัวสีสันฉูดฉาดรับร้อนแล้ว สีสันของเมคอัพก็ไม่จำเป็นต้องจัดจ้าน โดยเฉพาะดวงตา แค่ไล้อายแชโดว์สีขาวหรือสีพาสเทลเป็นละอองบางๆทั่วเปลือกตา แล้วเพิ่มความโดดเด่นของสีที่บริเวณหัวตา ปิดท้ายด้วยการปัดมาสคาราสีดำทั้งขนตาบนและล่าง แค่นี้ก็ช่วยให้ดวงตาดูกลมโตขึ้นอีกเยอะ
7. เดี๋ยวนี้แป้งฝุ่นแบรนด์ไหนๆก็ขอผสมมิเนอร์รัลไว้ก่อน เพราะเนื้อแป้งจะบางเบานวลเนียนเป็นธรรมชาติ แถมทำให้ผิวดูสว่างกระจ่างใสขึ้นโดยเฉพาะเวลาต้องแสงแดด
8. แสงแดดแผดเผาอาจทำให้ผิวหน้าดูหมองคล้ำระหว่างวัน ลองใช้เบสรองพื้นก่อนแต่งหน้าที่ผสมประกายมุก ช่วยให้สีผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอและปรับผิวให้แลดูเปล่งปลั่ง แถมใช้แล้วแป้งยังติดทนอีกด้วย
9. หยิบยืมไอเดียสีสันจากธรรมชาติอย่าง ฟ้าของท้องทะเล ขาวนวลราวกับเปลือกหอย หรือสีทองยามพระอาทิตย์ตก มาเป็นโทนสีสันเมคอัพของสาวๆริมหาดกัน
10. ร้อนขนาดนี้คงไม่อยากได้แป้งที่หนาเตอะ ให้ใช้แปรงขนาดใหญ่แตะแป้งฝุ่นเล็กน้อย แล้ววนแปรงลงบนฝาของตลับแป้งเพื่อให้เนื้อติดแปรงในปริมาณที่พอเหมาะ จากนั้นนำมาปัดผิวหน้าใบลักษณะวนเป็นวงกลม จะช่วยให้แป้งติดผิวได้ดีและไม่หนาเกินไป11. เตรียมเครื่องสำอางไปทะเล แนะนำว่าให้หาเครื่องสำอางแบบสารพัดประโยชน์ชนิดที่ทาได้ทั้งแก้ม ตา และปาก จะได้พกความสวยไปได้ทุกที่
12. เบื่อผิวขาวแบบเดิมๆ ลองเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการหาแอร์บลัชมาสเปรย์เปลี่ยนสีผิวเป็นสีแทน เซ็กซี่ โดยไม่ต้องไปอาบแดดให้ผิวเสียกันบ้างดีกว่า
13. ใบหน้าเป็นประกายด้วยบรอนเซอร์จะกลับมาเสมอในทุกๆหน้า หลังจากแต่งหน้าเสร็จ เพียงใช้แปรงขนาดใหญ่ปัดบรอนเซอร์บริเวณจุดที่แสงตกกระทบ ได้แก่ หน้าผาก โหนกแก้ม คาง ปลายจมูก อาจปัดเลยไปถึงเนินอกด้วยก็ช่วยเพิ่มเสน่ห์ดูเซ็กซี่
14. เลือกอย่างใดเพียงอย่างหนึ่งเท่านั้นว่า ต้องการให้หน้าสว่างด้วยประกายบรอนเซอร์ หรือจะเน้นเฉพาะตาด้วยการไล้อายแชโดว์สีทองหรือสีสว่าง เพราะถ้าทำ 2 อย่างพร้อมกันจะหาจุดเด่นบนใบหน้าไม่เจอ
15. ริมฝีปากฉ่ำระเรื่อเอาท์ดอร์เหมือนสาวสุขภาพดีด้วยลิปกลอสสีแดงกุหลาบ เคล็ดลับอยู่ที่การทาลิปกลอสบางๆให้ทั่วริมฝีปาก แล้วทาทับบริเวณกึ่งกลางริมฝีปากอีกครั้ง
16. แก้มแดงเหมือนหญิงสาวที่กำลังเขินอายยังคงฮิตตลอดกาล แนะนำให้ปัดบลัชออนก่อนปัดแป้งฝุ่น เพื่อให้ดูแนบเนียน สำหรับช่วงซัมเมอร์ อาจปัดบริเวณจมูกเบาๆเพิ่มด้วย
17. แตะชิมเมอร์สีชมพูอ่อนๆบนรอยหยักของริมฝีปาก หลังจากทาลิปสติกแล้วจะช่วยให้ปากดูได้รูปน่ารักขึ้น แถมถ่ายรูปกับแก๊งเพื่อนออนเดอะบีชแล้วออกมาสวยด้วย
18. จะไปว่ายน้ำทั้งที ไม่อยากเผยให้เห็นใบหน้าอันหน้าซีดเซียว ให้หาทินท์แต้มริมฝีปากและพวงแก้มให้ดูสดใสแม้จะเปียกน้ำก็ไม่กลัว
19. รันเวย์ซีซั่นนี้สีม่วงมาแรงทั้งเมคอัพและเสื้อผ้า ฉะนั้นตอนกลางวันอาจทาอายแชโดว์สีม่วงไลแลคอ่อนๆดูสบายตา พอกลางคืนค่อยแปลงร่างเป็นสาวมั่น เพียงเติมสีม่วงเข้มบนเปลือกตาแบบสโมกกี้อายส์สุดเลิศ
20. ขนตาปลอมยังคงฮอตอยู่ แต่ขอเป็นแบบช่อเล็กๆมาติดแซมให้ขนตาดูดกหนาขึ้นจะดูเป็นธรรมชาติมากกว่า
21. สำหรับบีชปาร์ตี้มันส์ๆ จะติดขนตาปลอมเฉพาะหางตา หรือเล่นสีสันให้แปลกตาก็เก๋มากๆ
22. ลุคเปรี้ยวของฤดูกาลนี้ ต้องริมฝีปากแดงมันวาวเหมือนเคลือบพลาสติก แต่ส่วนอื่นของใบหน้าขอเป็นแบบนู้ดๆจะดีกว่า
23. เก็บลิปไลเนอร์เข้ากรุไปก่อน เพราะช่วงนี้ต้องทาลิปสติกให้เส้นขอบดูฟุ้งๆ เทคนิคอยู่ที่ทาลิปสติกเว้นขอบไว้เล็กน้อย แล้วค่อยใช้พู่กันเกลี่ยสีออกมาให้ใกล้ขอบปาก
24. การเขียนขอบตาล่างของซีซั่นนี้ ยกให้ดินสอสีอ่อนผสมประกายมุกจะดูสบายๆมากกว่า 25. กรีดอายไลเนอร์หลังจากลงสีอายแชโดว์อาจดูหนักไปสำหรับร้อนนี้ ลองเปลี่ยนเป็นกรีดอายไลเนอร์ก่อนแล้วใช้แปรงแต้มอายแชโดว์สีอ่อนแตะบนเปลือกตาเบาๆ (ทับอายไลเนอร์ได้) ก็ทำให้เส้นอายไลเนอร์ดูซอฟขึ้นและสวยไม่แพ้เทคนิคเดิมๆเลย
26. แค่แสงอุลตร้าไวโอเลตอย่างเดียวก็ทำให้ใบหน้าหมองคล้ำจะแย่ อย่าซ้ำเติมตัวเองด้วยการปล่อยให้คิ้วรกจนไม่ได้รูป หามีดกันคิ้วหรือแหนบมาถอนออกเสียบ้าง แล้วหามาสคาราปัดคิ้วหรือที่เขียนคิ้วเนื้อฝุ่นสีน้ำตาลอ่อนหรือทองมาปัดย้อนแนวขนคิ้วก่อน (สีจะได้ติดครบทุกเส้น) แล้วค่อยปัดกลับมาตามรูปเดิมอีกครั้งให้เรียงเส้นสวยงาม ใบหน้าจะดูสว่างขึ้นเยอะ
27. อยากคิ้วโก่งดูเซ็กซี่ อย่าลืมใช้ปลายนิ้วแตะชิมเมอร์เพื่อไฮไลท์โหนกคิ้วให้เด่นชัดและได้รูป
28. ถ้ารู้สึกว่าใบหน้าร้อนจนเหนียวเหนอะหนะ แค่หาสเปรย์น้ำแร่มาฉีดเรียกความสดชื่น แล้วใช้ทิชชู่ซับเบาๆโดยไม่ต้องแต่งหน้าใดๆเพิ่ม
29. ระหว่างวันอย่าลืมสำรวจใบหน้าว่ามันเยิ้มหรือเปล่า เพราะนอกจากดูไม่ดีแล้วความมันยังทำให้เมคอัพที่แต่งมาซีดจางอีกด้วย
30. ไม่ควรละเลยที่จะมองหาเครื่องสำอางผสมสาร SPF แม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ก็สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องแสงแดดได้เหมือนกัน

ที่มา www.pooyingnaka.com

เทคนิคการแต่งตาให้กลมโตสดใส

สาวๆคนไหนที่มีปัญหาเรื่องการแต่งตาตอนนี้หมดความกังวลไปได้เลยเพราะเราจะมาแนะนำเทคนิคการแต่งตาให้ดวงตาแลดูกลมโตสดใสพร้อมเผยความงามในตัวคุณได้ และยังให้คุณเลือกแต่งเปลือกตาได้หลากหลายลุคทั้งลุคคมเข้มชวนหลงใหล ลุคประกายสดใส ลุคเปรี้ยวโฉบเฉี่ยวและลุคหรูหราเหมาะสำหรับไปดินเนอร์คืนนี้เลยค่ะ
Eye Shadow
1. เพียงใช้ปลายพู่กันแตะ Eyes Vibrant สี C ทาให้ทั่วเปลือกตาเหนือรอยพับตา
2. ใช้สี B ทาให้ทั่วเปลือกตาเหนือรอยที่ทาสี C เกลี่ยจนถึงใต้โหนกคิ้ว
3. แต้มสี B ที่บริเวณหัวตาเพื่อเพิ่มไฮไลท์ให้ดวงตาเป็นประกาย
4. เกลี่ยสี A บริเวณขอบตาล่างโดยลากเส้นจากหางตาจนถึงกึ่งกลางตา
Mascara
ปัดมาสคาร่าตั้งแต่โคนขนตาราวกับคุณกำลังหวีขนตาเส้นต่อเส้น โดยขยับหัวแปรงจากซ้ายไปขวาเพื่อให้ได้ขนตางอนงามคมชัดยิ่งขึ้น ควรปัดซ้ำๆ 2-3 ครั้ง

ที่มา weeklylisa

‘ม่วงซี้ด เปรี้ยวซ่า’ สไตล์ฮาราจูกุ

มิสแดนนี่ ซัง (Ms.Dany Sanz) ผู้สร้างสรรค์แบรนด์ Make Up For Ever เครื่องสำอางสัญชาติฝรั่งเศส นำขบวนแนะนำการแต่งหน้าแบบต้อนรับฤดูหนาวที่ใกล้มาถึงในสไตล์ อัลตร้า ไวโอเลต (Ultra Violet) เน้นความโดดเด่นเป็นพิเศษที่ดวงตา ที่คมชัด ลึกลับแบบแม่มดสาวพราวเสน่ห์

ก่อนอื่นต้องเตรียมผิวก่อนแต่งหน้าเพื่อปรับสีผิวให้เท่ากัน เน้นสีผิวดูเปล่งปลั่งสุขภาพดี หากใครมีรอยคล้ำใต้ตาต้องแต้มคอนซีลเลอร์อำพรางร่อยรอยหมองคล้ำก่อน แนะนำ HD Definition Concealer จาก Make Up For Ever เกลี่ยง่าย ไม่เป็นคราบ

หลังจากเตรียมหน้าเรียบร้อย ขั้นตอนสำคัญอยู่ที่การละเลงสีสันบนใบหน้า ทริคง่ายๆ ให้ดูม่วงทำไม่ยาก ตั้งแต่เริ่มวาดคิ้วให้เป็นสีม่วงด้วย Aqua Eyes แต้มสีตาด้วยสโมคกี้อายสีดำ และใช้ Aqua Eyes ทาที่ขอบตาบนและล่าง ติดขนตาปลอมเพิ่มความยาว ส่วนปากและแก้มเน้นโทนสีชมพูพีช ดูเปล่งปลั่งเหมือนเพิ่งจิบไวน์แดง

ลุคนี้เหมาะสำหรับไปปาร์ตี้ งานแฟนซีซนๆ หรือใจกล้าบ้าบิ่นแบบสาวฮาราจูกุเท่านั้น ส่วนสาวออฟฟิศแนะนำให้นำทริคไปใช้แค่ส่วนตากันไว้ไม่ให้ตกเทรนด์ แต่ดูสุภาพเหมาะกับวันทำงานมากกว่า.


ที่มา Dailynews

ไขประตูสู่'คิ้ว'สวยเส้นต่อเส้น

Make Up Artist ทั่วโลกต่างยกให้คิ้วเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดบนใบหน้า เพราะเพียงแค่มีเรียวคิ้วที่สวย งาม ก็จะทำให้แต่งหน้าในส่วนอื่นได้อย่างง่ายดาย ก่อนอื่น มาตรวจสอบกันก่อนว่าหน้าของเราเหมาะกับคิ้วแบบไหน?

หน้ารูปไข่ ลักษณะคิ้วโค้งขึ้นเล็กน้อย แต่ต้องไม่โก่งมาก แล้วจึงหักมุม
หน้าเหลี่ยม เน้นโค้งหักมุม เพิ่มความเหลี่ยมให้กับด้านบนของหน้า เพื่อให้สมดุลกับกรามทั้งสองข้าง
หน้ากลม กันคิ้วให้โก่งและเป็นมุม หลอกตาให้หน้าดูเพรียว และยาวขึ้น
หน้ายาว ควรกันคิ้วให้โค้งเล็กน้อย จนเกือบเป็นเส้นตรง เพื่อพรางให้ดูเหมือนใบหน้าสั้นลง
หน้ารูปหัวใจ เนื่องจากคางเล็กและแหลม ดังนั้นควรกันคิ้วให้มีความโค้งมนเล็กน้อยเพื่อปรับสมดุลใบหน้า

ส่วนผู้ที่มีคิ้วบาง แหว่ง หนา รกหรือยุ่ง มีวิธีแก้ง่ายๆ โดยการเขียนคิ้วด้วยแปรงหัวตัดจิ้มอายแชโดว์สีน้ำตาลเทา หรือน้ำตาลอมเขียว แต่ไม่ควรใช้น้ำตาลอมแดง เพราะจะดูหลอกตา หรือเพียงใช้มาสคาร่าสำหรับปัดทับคิ้วโดยเฉพาะเพื่อให้คิ้วเรียงตัวกันเป็นระเบียบ อย่างไรก็ตาม เทคนิคการเลือกสีเน้นว่า ควรยึดเอาสีเดียว กับลูกนัยน์ตา ขนตา และสีผมเป็นหลัก

แต่หากวิธีที่แนะมายุ่งยากเกินกว่าจะทำได้ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านคิ้วโดยเฉพาะ อย่าง ‘อนาสตาเซีย’ ผู้เชี่ยวชาญการจัดแต่งคิ้วให้กับมาดอนน่า เจนนิเฟอร์ โลเปซ หรือชาลิซ เธียรอน โดยแจ้งเกิดในวงการได้เพราะคิดค้นการใช้หลักอัตราส่วนทองคำ (Golden Ratio) ศาสตร์ที่ใช้ความรู้ด้านกายวิภาค วิเคราะห์ลักษณะคิ้ว รวมถึงโครงสร้างกระดูก และกล้ามเนื้อบริเวณรอบคิ้วเพื่อให้สมบูรณ์แบบตามเฉพาะบุคคล

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญ ไม่ว่าเทรนด์แต่งหน้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่คิ้วเป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องคงความเป็นธรรมชาติไว้ ดังเช่น คติการจัดแต่งคิ้วให้สวยงามของอนาสตาเซีย คือ การดึงเอาความสวยงาม และความโดดเด่นเฉพาะตัวของผู้หญิงแต่ละคนออกมา โดยไม่เปลี่ยนแปลงเรียวคิ้วให้เปลี่ยน ไป

ที่มา Dailynews

ลิปสติก

เมคอัพชิ้นเก่งที่สาวๆ ต้องติดกระเป๋าไว้เพราะช่วยแต่งแต้มเรียวปากให้สวยได้หลากหลายสไตล์ลิปสติกแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันอย่างไร และเทคนิคการทาที่สาวๆ ควรรู้มีอะไรบ้าง ห้ามพลาด
Seductive Glossy Lip
อยากให้เรียวปากดูอวบอิ่มและเซ็กซี่แบบสุดๆ ลิปกลอสเท่านั้นที่ช่วยได้ ด้วยส่วนผสมของแว็กซ์ช่วยให้เรียวปากดูแวววาว แถมยังเพิ่มมิติสะท้อนแสงช่วยให้ริมฝีปากดูอิ่มเอิบ โดยเฉพาะลิปกลอสที่มีส่วนผสมของกลิตเตอร์

ถ้าต้องการลุคสวยใสสไตล์เกาหลีใช้เพียงลิปกลอสอย่างเดียวก็ได้ แต่ถ้าอยากใช้ลิปสติกเนื้อครีมหรือเชียร์แท่งเก่าด้วย แนะนำให้ทาลิปสติกก่อนแล้วค่อยทาลิปกลอสโทนสีเดียวกันทับอีกครั้ง สีที่ได้จะให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลเย้ายวนกว่าเดิม
Tips
สาวริมฝีปากเล็กสามารถทาลิปกลอสได้ทั่วทั้งบนและล่างส่วนใครที่เรียวปากได้รูปอยู่แล้วอาจทาลิปกลอสเน้นเฉพาะริมฝีปากล่างก็พอ แต่ถ้าใครมีเรียวปากค่อนข้างหนาควรทาเฉพาะกึ่งกลางริมฝีปากล่าง เพื่อให้เรียวปากไม่ดูใหญ่จนเกินงาม

ใครมีปัญหาริมฝีปากคล้ำ ลองใช้รองพื้นเนื้อบางเบาหรือลิปเบสทาให้ทั่วเรียวปากบางๆ แล้วใช้ลิปสติกทาทับก่อนเพิ่มความสดใสด้วยลิปกลอสอีกครั้ง
Luscious Sheer Lip
ลิปสติกเนื้อเชียร์ให้ความอิ่มเอิบและเงางามแก่เรียวปาก (แต่ไม่แวววาวเท่าลิปกลอส) มักจะมีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้นสูง เช่น วิตามินอี อโลเวรา และกลีเซอรีน ช่วยให้ริมฝีปากดูสุขภาพดีและไม่แตกแห้งเป็นขุย

แต่ถึงอย่างไรก่อนทาลิปสติกทุกครั้ง สาวๆ ก็ยังควรนวดริมฝีปากด้วยลิปบาล์มก่อน เพื่อให้ริมฝีปากอ่อนนุ่มลงและไม่แห้งแตกเป็นร่อง

ข้อดีของลิปเชียร์คือ ให้เนื้อสัมผัสเบาบางเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ทำให้รู้สึกหนักปาก โดยลิปสติกสีอ่อนจะให้ความรู้สึกบางใสดูสุขภาพดี ส่วนสีเข้มก็สวยไม่จัดจนเกินไป
Tip
ลิปสติกเนื้อเชียร์ประกอบด้วยเนื้อครีมที่เจือจางและมีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ค่อนข้างมาก ทำให้สีไม่ติดคงทน

สาวๆ จึงควรทาลิปสติกให้ทั่ว จากนั้นใช้ทิชชูซับบนเรียวปาก ก่อนใช้แป้งฝุ่นไม่ผสมรองพื้นปัดทับ ปิดท้ายด้วยการทาลิปสติกทับอีกครั้ง เทคนิคนี้ช่วยให้ลิปสติกติดทนนานยิ่งขึ้นได้
Smooth Creamy Lip
ลิปสติกเนื้อแน่นที่สุดต้องยกให้แบบเนื้อครีม ลักษณะเด่นคือ ให้สีสันชัดเจนตามที่เราเห็นจากแท่งซึ่งอาจมีความมันวาวอยู่บ้าง แต่ถ้าทาแล้วอยากให้สีดูด้านๆ ควรเลือกที่ระบุไว้ว่า “Matte”

การที่ลิปสติกชนิดนี้มีความวาวน้อยทำให้มีคุณสมบัติติดทนนานที่สุด แต่ไม่เหมาะกับสาวที่มีริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย เพราะเมื่อทาไปแล้วจะยิ่งเห็นขุยและร่องแตกชัดมากขึ้น

ลุคการแต่งหน้าที่เหมาะกับลิปสติกเนื้อครีมจะเป็นแบบหรูและค่อนข้างดูเป็นทางการ ส่วนสาวเปรี้ยวที่แต่งหน้าน้อยๆ อาจใช้ลิปสติกเนื้อครีมสีสดสร้างจุดสนใจให้ใบหน้าก็ดูเก๋ไม่ใช่น้อย
Tips
ก่อนทาลิปสติกเนื้อครีมทุกครั้งควรใช้แปรงสีฟันหรือสครับขัดส่วนที่เป็นขุยออกให้ริมฝีปากเนียนนุ่มก่อน จากนั้นจึงทาลิปทรีตเม้นท์หรือลิปเอสเซ้นซ์เนื้อบางเบาเป็นพื้นเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นแต่ไม่มันวาว

เคล็ดลับการทาลิปสติกให้เรียบเนียนสวยคือ ควรยิ้มเหยียดริมฝีปากออก แล้วใช้
พู่กันวาดที่รอยหยักของปากก่อนแล้วจึงตามด้วยกึ่งกลางริมฝีปากล่าง ก่อนจะลากพู่กันจากมุมปากไปบรรจบที่กึ่งกลาง

ที่มา www.sadsapda.com

ตบแป้ง...แต่งหน้าให้เจิดจรัส

แป้งฝุ่นเป็นแป้งลักษณะเนื้อบางเบาเป็นธรรมชาติ ถึงแม้จะไม่ได้ให้การปกปิดที่เนียนสนิทเหมือนแป้งผสมรองพื้น แต่คุณสาวๆ รู้หรือไม่ว่าแป้งฝุ่นเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญในการเมกอัพเลยทีเดียว
ผู้เชี่ยวชาญการแต่งหน้าของซีเอและมาจอร์ลิกา มาจอร์กา ขอเสนอ 7 วิธีในการแต่งเติมแป้งฝุ่นให้คุณสาวๆ เกิดชนิดเจิดจรัส
ในวันสบายๆ ที่อยากจะเปลือยผิวหน้าโดยไร้เมกอัพ แต่ไม่กล้าที่จะโชว์ผิวที่แท้จริงได้ แป้งฝุ่นเป็นอีกหนึ่งเมกอัพที่บางเบา จนคุณไม่รู้สึกว่าผิวหน้าได้รับการแต่งเติม แต่จะให้ผลลัพธ์ผิวหน้าดูเนียนใสเป็นธรรมชาติ เพียงแค่ทาให้ทั่วใบหน้า
หลังจากลงรองพื้นแต่งหน้า แป้งฝุ่นจะเสริมให้รองพื้นแนบสนิทไปกับผิวหน้ายิ่งขึ้น และเบาสบายไม่เหนอะหนะ โดยใช้แปรงแต่งหน้าแตะแป้งฝุ่นบางๆ จากนั้นเคาะก้านแปรงกับหลังมือเบาๆ เพื่อให้เนื้อแป้งฝุ่นกระจายทั่วแปรง จากนั้นทาลงบนส่วนกลางของใบหน้าเพียงบางเบาให้ทั่วก่อนที่จะเลื่อนไล่ไปยังขอบของใบหน้า แล้วแตะแป้งลงบริเวณขอบจมูก เปลือกตา ก่อนตามด้วยแป้งผสมรองพื้นในขั้นต่อไป
ก่อนทาอายแชโดว์ชนิดฝุ่น โดยทาแป้งฝุ่นให้ทั่วเปลือกตา จะช่วยให้การเกลี่ยเนื้ออายแชโดว์ง่ายและเรียบเนียนขึ้น นอกจากนี้ แป้งฝุ่นยังช่วยลดความเข้มของสีอายแชโดว์ที่แต่งเติม โดยใช้แปรงแตะแป้งฝุ่น แล้วทาในลักษณะเกลี่ยไปมาทับลงบนสีอายแชโดว์ที่เปลือกตา วิธีนี้จะทำให้สีที่เข้มดูอ่อนลง
ขั้นตอนสุดท้ายในการเก็บรายละเอียดของสีสันเมกอัพที่แต่งเติมอยู่บนใบหน้า ทุกครั้งที่แต่งหน้าเสร็จ จะมีเศษของสีสันเมกอัพแอบเลอะอยู่นอกเหนือบริเวณที่แต่งเติม ไม่ว่าจะเป็นใต้ตา สันจมูก หรือแก้ม หากเราใช้พัฟฟ์หรือทิชชูเช็ดออก น้ำหนักมือในการเช็ดอาจจะทำให้สีที่เลอะชัดเจนขึ้น ควรใช้แปรงแตะเนื้อแป้งฝุ่น แล้วปัดในบริเวณที่เลอะในลักษณะปัดออกอย่างเบามือ
ไฮไลต์ผิวหน้าหลังเมกอัพ เพื่อเสริมให้รูปหน้ามีมิติ โดยปัดบริเวณที-โซน คาง และขากรรไกร จะช่วยเสริมให้โครงหน้าดูเด่นชัด พร้อมกันนี้ยังมอบผิวดูสว่างเปล่งปลั่ง เสริมให้เมกอัพที่แต่งดูสวยยิ่งขึ้น
แตะซับผิวหน้าให้เนียนในระหว่างวัน นอกจากให้ผิวหน้าเบาสบายแล้ว ยังช่วยให้สีสันเมกอัพที่แต่งตั้งแต่เช้าดูสวยสดใสตลอดวัน
หลังจากบำรุงผิวหน้าด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ก่อนส่งผิวเข้านอน คุณสาวๆ บางคนอาจจะไม่ชอบให้ผิวเหนอะหนะก่อนนอนจากมอยส์เจอไรเซอร์ที่บำรุงผิว แป้งฝุ่นสามารถช่วยให้ผิวเบาสบาย ตื่นมาด้วยความสดชื่น แบบหน้าไม่มันวาวและไม่อุดตันรูขุมขน
ทราบอย่างนี้แล้ว คราวหน้าไม่ใช่แค่หน้าเนียนเรียบ แต่เจิด...ชนิดหนุ่มเหลียวกันคอเคล็ดเชียวล่ะ
จุดเริ่มต้นสร้างผิวเนียนเรียบ
1.แต้มครีมรองพื้น 5 จุดบนใบหน้า (บริเวณแก้มทั้งสองข้าง หน้าผาก จมูก และคาง) ด้วยปลายนิ้ว
2.เกลี่ยครีมรองพื้นจากกึ่งกลางใบหน้าออกด้านข้างแก้ม ในลักษณะเดียวกันทั้งสองข้าง และเกลี่ยบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา จมูก และริมฝีปาก
3.จากนั้นเกลี่ยรองพื้นบริเวณกรอบของใบหน้า จากหน้าผากจรดคาง อย่างเบามือ
4.หลังจากตรวจสอบความเรียบเนียนของใบหน้าแล้ว ให้เพิ่มเติมบริเวณที่ต้องการปกปิดเป็นพิเศษ (แต้มครีมรองพื้นบริเวณที่ต้องการด้วยปลายนิ้ว และกดเบาๆ)
5.จากนั้นตรวจสอบความสม่ำเสมอของครีมรองพื้น โดยเฉพาะบริเวณไรผมและขากรรไกร
ทิปแต่งหน้าให้สมบูณ์แบบยิ่งขึ้นด้วยแป้งพัฟฟ์
1.ใช้พัฟฟ์ซับแป้ง
2.ทาแป้งในลักษณะกดพัฟฟ์ลงบนผิวหน้าอย่างเบามือ เพื่อป้องกันไม่ให้ครีมรองพื้นหลุดและจางลง
3.เมื่อทาแป้งในบริเวณจุดเล็กๆ เช่น รอบดวงตา และริมฝีปากแล้ว พับพัฟฟ์เป็นครึ่งวงกลม และกดซับตามส่วนเว้าส่วนโค้งของใบหน้า ใช้วิธีกดพัฟฟ์ในบริเวณที่แป้งลดเลือนง่าย เช่น ที-โซน และปีกจมูก
4.ใช้พัฟฟ์ส่วนที่ไม่มีแป้งเกลี่ยบริเวณกรอบของใบหน้า จากหน้าผากลงไปบริเวณคางอย่างเบามือ

ที่มา โพสต์ทูเดย์

แฟชั่นตาโต-ขนตาเด้ง สวยคู่ความเสี่ยง

ช่วงนี้หนุ่ม ๆ คงรู้สึกแปลกหูแปลกตากันยกใหญ่ที่เห็นสาวไทยน่ารักเหมือนสาวเกาหลี ดวงตากลมโต ขนตางอนเด้ง จนบางครั้งไม่กล้าเดินเฉียดเข้าไปใกล้ เพราะกลัวแขนเสื้อจะไปเกี่ยวขนตาคุณเธอเข้าประเดี๋ยวเป็นเรื่อง พอเพ่งเข้าไปใกล้ ๆ ถึงกับร้องอ๋อ...ที่แท้คุณสาว ๆ เธอติดขนตาปลอมและใส่คอนแทคเลนส์ตาโตนี่เอง...นึกว่ามีเชื้อเป็นลูกครึ่งเกาหลีเสียอีก

ปัจจุบันแฟชั่นขนตาปลอมมาแรงแซงโค้งติดลมบนไม่เลิก สาวไทยหันมาแต่งเสริมเติมสวยกันมากขึ้นตามกระแสแฟชั่นสาวเกาหลี แต่หากห่วงสวยมากไปจนลืมนึกถึงผลเสียที่จะตามมาก็อาจ เป็นอันตรายต่อดวงตาคู่สวยถึงขั้นทำให้ตาบอดได้ พญ.วรรษา รุ่งภูวภัทร จักษุแพทย์โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ให้ความรู้ว่า ขนตาของมนุษย์เราจะมีขนตาบนมากกว่าขนตาล่าง โดยขนตาบนมี 120 เส้น และขนตาล่างมี 80 เส้น

ขนตามีประโยชน์ในการช่วยป้องกันสิ่งแปลก ปลอม เช่น ฝุ่น ควัน และละอองต่าง ๆ ซึ่งขนตาจะเป็นด่านแรกในการป้องกันสิ่งสกปรกต่าง ๆ ไม่ให้เข้าสู่ดวงตาของเราได้ ถ้าหากไม่มีขนตาจะทำให้สิ่งสกปรกรวมทั้งเชื้อโรคเข้าสู่ดวงตาเราได้ง่ายขึ้น การติด “ขนตาปลอม” ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ขนตาธรรมชาติหลุดร่วง เนื่องจากการติดขนตาปลอมต้องใช้กาว บางคนอาจแพ้กาวจนทำให้ขนตาจริงแห้งเสียเปราะบาง และเวลาแกะขนตาปลอมออกขนตาจริงก็จะหลุดร่วงออกมาด้วยwww.pooyingnaka.com

อย่างไรก็ตาม ขนตามนุษย์สามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ทุก ๆ 1-2 เดือน ช่วงที่ไม่มีขนตาเราสามารถป้องกันฝุ่นละอองหรือสิ่งแปลกปลอมไม่ให้เข้าตาได้ด้วยการสวมใส่แว่นตา ทำให้ขนตาร่วงไม่น่าเป็นห่วง แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษคือดวงตาของเรานั่นเอง ดังนั้น ขนตาปลอมที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่สาววัยรุ่นและสาววัยทำงานนั้นต้องมีคุณภาพดีทั้งตัวขนตาปลอมเองและกาวที่ใช้สำหรับทาติดขนตาด้วย

ที่สำคัญเวลาเราติด ขนตาปลอมจะทำให้ขนตาเราเยอะขึ้นเป็นแผงมองดูแล้วสวยงาม แต่ความงามที่ซ่อนอยู่นั้นมีสิ่งสกปรกหมักหมมอยู่ตรงบริเวณโคนตา เพราะเมื่อขนตาเยอะขึ้นจะทำให้เชื้อแบคทีเรีย จุลินทรีย์ต่าง ๆ มาเกาะบริเวณที่สกปรกจึง ทำให้เกิดการอักเสบ ยิ่งถ้าขนตาปลอมไม่มีคุณภาพเกิดหลุดร่วงเข้าไปบาดตาดำจนมีรอยถลอก เป็นแผลที่กระจกตา เชื้อโรคต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อแบคทีเรียก็จะเข้าไปตามรอยถลอก สิ่งที่ตามมาคือตาและเหยื่อบุตาอักเสบ ติดเชื้อจนตาบอดในที่สุด สำหรับกาวหรือขนตาที่บางคนอาจแพ้จะมีอาการเคืองตา ตาบวมแดง น้ำตาไหล สู้แสงไม่ได้ ตามัว มีขี้ตามากกว่าปกติ ควรหยุดการใช้และรีบมาพบจักษุแพทย์เพื่อรับการรักษา

นอกจากขนตาปลอมแล้วยังมี “คอนแทคเลนส์ตาโต” ที่เป็นสาเหตุของการทำร้ายดวงตา และถือว่าเป็นแฟชั่น ที่กำลังนิยมในกลุ่มสาว ๆ ไม่น้อยไปกว่าขนตาปลอมเลยทีเดียว คอนแทคเลนส์ตาโตมีสีสัน มีลายการ์ตูนหรือลวดลายต่าง ๆ คุณหมอวรรษา ระบุถึงข้อเสียว่า เม็ดสีที่อยู่ ในคอนแทคเลนส์จะทำให้ออกซิเจนซึมผ่านได้น้อยลง ดวงตาจึงติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ยิ่งถ้าใส่นอนจะเป็นอันตรายมาก เพราะเวลาเรานอนหลับไม่ได้กะพริบตา ซึ่งการกะพริบตาจะทำให้น้ำตาแทรกเข้าไประหว่างตาดำกับคอนแทคเลนส์ช่วยในการชะล้างสิ่งสกปรกออกมาได้ แต่เมื่อนอนหลับออกซิเจนจะซึมผ่านได้น้อยลง น้ำตาก็เข้าไม่ได้ ทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในตาเกิดการหมักหมมติดเชื้อ ส่งผลให้ตาบอดได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้เกิดขึ้นกับคนไข้หลายรายจนเป็นข่าวไปแล้วเนื่องจากคอนแทคเลนส์อยู่ติดตาดำ ซึ่งการมองเห็นของเราก็คือ ตาดำ


การซื้อคอนแทคเลนส์ราคาถูกตามท้องตลาดเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง เพราะผู้ขายอาจจะนำมาลดราคาเนื่องจากคอนแทคเลนส์หมดอายุแล้วหรือคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน เมื่อราคาถูกวัยรุ่นจึงชอบซื้อหามาใช้กันมาก เพราะราคาถูกทำให้เลือกซื้อได้หลายแบบและหลายสี แต่ความจริงแล้วเราสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ ด้วยการดูที่น้ำที่ใส่คอนแทคเลนส์ ปกติทั่วไปจะใส ๆ ถ้าน้ำสีเปลี่ยนไม่ใสและมีกลิ่นแปลก ๆ ไม่ควรซื้อมาใช้ หรือเลือกซื้อยี่ห้อที่มีขายตามท้องตลาดเป็นที่รู้จักหรืออาจปรึกษาแพทย์เวลาใช้ด้วยก็ได้ www.pooyingnaka.com

ทั้งขนตาปลอมและคอนแทคเลนส์ จักษุแพทย์ แนะนำว่าไม่ควรใส่นานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และเวลาถอดหรือใส่ควรล้างมือให้สะอาดที่สำคัญไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่น บางคนที่ติดขนตาปลอมไม่ชำนาญไปให้ที่ร้านเสริมสวยติดให้ หากทางร้านดูแลเรื่องความสะอาดไม่ดีเท่าที่ควรอาจได้รับเชื้อโรคที่ติดจากผู้อื่นกลับมาด้วย

นอกจากขนตาปลอม และคอนแทคเลนส์จะเป็นอุปกรณ์ในการตกแต่งความงามที่เป็นที่นิยมแล้ว การใช้ “อายไลเนอร์ อายแชโดว์ และมาสคาร่า” ก็เป็นเครื่องสำอาง ที่ต้องใช้ควบคู่กันไปสำหรับตกแต่งดวงตาคู่สวยของสาว ๆ ให้มีสีสันคมชัดมากขึ้น ซึ่งเครื่องสำอางเหล่านี้ก็เป็นสิ่งสำคัญที่มีผลเสียต่อดวงตาได้เช่นกัน เพราะเคยมีข่าวว่ามีการนำน้ำมันเครื่องมาเป็นส่วนประกอบของอายไลเนอร์ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ดังนั้นเราจึงควรเลือกใช้ยี่ห้อดี ๆ และควรทราบวันเดือนปีที่ผลิตและวันหมดอายุของเครื่องสำอางนั้น ๆ ด้วย

อายไลเนอร์เป็นเครื่องสำอางใช้สำหรับกรีดตาให้ดูคม โฉบเฉี่ยวสวยงาม ส่วนอายแชโดว์ใช้ทาเปลือกตาเพิ่มสีสันให้ดวงตา และมาสคาร่าช่วยในการปัดแต่งขนตาให้งอนงามอยู่ได้นาน ซึ่งเครื่องสำอางเหล่านี้มีอายุการใช้งานดังนี้ ถ้าเป็นอายไลเนอร์ใช้ได้นาน 6 เดือนถึง 1 ปี อายแชโดว์ ถ้าเป็นชนิดผงใช้ได้นาน 2 ปี ชนิดน้ำ หรือน้ำมันจะมีอายุสั้นกว่านี้ ส่วนมาสคาร่าใช้ได้นานประมาณ 3 เดือนหลังจากเปิดใช้แล้ว หากหมดอายุไม่ควรนำมาใช้ถึงแม้ว่าจะยังใช้ไม่หมดก็ตามอย่าเสียดายเพราะจะมีผลเสียต่อดวงตาของเรา

การแต่งตาด้วยเครื่องสำอางมาก ๆ จะมีผลเสีย ทำให้ต่อมไขมันที่อยู่บริเวณเปลือกตาอุดตัน เกิดการอักเสบและเป็นตากุ้งยิง ดังนั้นเมื่อแต่งแล้วจึงควรล้าง ออกให้สะอาดหมดจดและหากอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ได้ออกไปไหนก็ไม่ควรแต่งตาหรือแต่งหน้า ควรปล่อยให้ดวงตาและใบหน้าได้พักผ่อนบ้าง

ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง แต่ถ้าแต่งมากเกินจนต้องเข้าสู่โลกมืด ลองถามตัวเองดูสิว่าคุ้มกันแล้วหรือยัง..? มาเริ่มต้นดูแลรักษาความปลอดภัยให้ดวงตาของคุณได้แล้ววันนี้ตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ ก่อนที่จะสายเกินแก้
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เพศสัมพันธ์ สิ่งดีๆ ในชีวิตคู่

เพศสัมพันธ์ สิ่งดีๆ ในชีวิตคู่

สิ่งหนึ่งที่เราต้องการนอกจากความรัก ความเอาใจใส่แล้ว ที่ขาดไม่ได้เลยคือเรื่องเซ็กส์ หรือเพศสัมพันธ์



กฤตยกร แสงขาว
นักจิตวิทยาและผู้ให้คำปรึกษาปัญหาทางเพศ


ผมเคยคุยเล่นๆ กับเพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่ง ซึ่งมีครอบครัวที่แสนน่ารักอบอุ่น ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบ 25 ปีว่า อะไรสำคัญที่สุดในชีวิตการครองคู่เป็นสามีภรรยา เมื่อวัยหนุ่มสาวแต่งงานกันใหม่ๆ สิ่งที่เราสนใจใฝ่หาจากกันก็คือเรื่องเซ็กส์นี่แหละ หลายคนอาจจะแอบเถียงอยู่ในใจว่า ไม่เสมอไปหรอกบางคนต้องการแค่เพื่อนคู่คิดเท่านั้นเอง คำพูดนี้ผมจะไม่เถียงเลย ถ้าเป็นคู่แต่งงานที่เป็นผู้สูงอายุ หรืออยู่ในวัยที่หมดอารมณ์ทางเพศแล้ว การแต่งงานกันของคนวัยเจริญพันธุ์นั้น อย่างหนึ่งก็คือการสืบพันธุ์ เพื่อให้มีเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่อไปในอนาคต ซึ่งก็ต้องผ่านการมีเพศสัมพันธ์


เขาว่ากันว่าการมีเซ็กส์นั้นช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรง มีชีวิตที่ยืนยาวจริงหรือเปล่า?

ข้อแรก คือ ต้องถามก่อนว่ามีเซ็กส์กับใคร ถ้าเป็นคู่รัก คือคนที่คุณรักล่ะก็ อันนี้ตอบได้เลยว่าจริง เพราะอะไรนะหรือ ก็เพราะเมื่อเรารักใครสักคน การที่จะมีจิตพิศวาสมีความใคร่นั้นมันทำได้ดีกว่าการมีเซ็กส์กับคนแปลกหน้า ที่ไม่รู้ว่าจะไว้ใจได้หรือเปล่าเป็นไหนๆ เลิกกังวลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้เลย (ยกเว้นคุณไปพลีกายนอกบ้านให้คนอื่นๆ มา) เลิกกังวลกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เดี๋ยวขัดศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี เพราะเรามีเซ็กส์กับสามีภรรยาของเราเอง ใครก็ว่าเราไม่ได้ จริงไหม

ข้อสอง คือ เซ็กส์ครั้งนั้น เป็นไปด้วยความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่ายหรือเปล่า? ถ้าใช่ละก็เท่ากับว่าเซ็กส์ครั้งนั้นก็ประสบความสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะการมีเพศสัมพันธ์ ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุขออกมา ช่วยให้อารมณ์ดี จิตใจแจ่มใส เกิดความผ่อนคลาย หายเครียด ทำให้นอนหลับฝันดี ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี กระชุ่มกระชวย รู้สึกเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ตลอดเวลา

ข้อสาม คือ ร่างกายพร้อมหรือเปล่า? ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่า บางคนนี่จะอ่อนเปลี้ยเพลียแรงอย่างไรก็ได้ แต่อย่างไรสถิติต้องไม่ตก บางคนหลงเข้าใจผิดว่าการที่จะเอาใจสามีหรือภรรยาได้ดีที่สุดก็คือ ต้องมีเซ็กส์ทุกครั้งที่เขาหรือเธอต้องการ นั่นเป็นเจตนาดีและประสงค์ร้ายต่อตัวเองนะครับ เพราะการมีเซ็กส์ในแต่ละครั้งนั้น เราต้องการใช้พลังงานมากพอๆ กับการออกกำลังกายเลยทีเดียว แล้วคิดดูนะครับว่าการฝืนใจมีเซ็กส์แบบนั้นมันเหมือนกับการทำงานส่งให้เสร็จๆ ได้แต่ปริมาณ ไม่ได้คุณภาพ ไม่สุขอย่างเต็มที่ สารแห่งความสุขก็จะไม่หลั่ง แทนที่จะหนุ่มสาว กลับจะกลายเป็นแก่เร็วไปนะครับ

ถ้าคุณกำลังมีปัญหาเรื่องเซ็กส์ในชีวิตคู่ ลองนำทั้งสามข้อที่กล่าวมานั้นไปเป็นหลักปฏิบัติในการมีเซ็กส์ของคุณนะครับ แล้วคุณจะพบกับผลที่แตกต่างจากเดิมอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว แต่ที่สำคัญคือคุณก็ต้องคุยกับคู่ของคุณด้วย ให้เป็นไปโดยที่ทั้งสองฝ่ายยินยอมพร้อมใจกัน ลองนั่งคุยกันแบบเปิดอกเสียที เป็นของกันและกันไปแล้ว ก็เหมือนคนที่สนิทที่สุดในชีวิต ใครชอบอะไรไม่ชอบอะไรในเรื่องเซ็กส์ คุยกันได้ เพื่อความสุขในชีวิตคู่นะครับ


แล้วถ้ามีเซ็กส์บ่อยๆ จะมีปัญหาตามมาหรือไม่?
บางครั้งการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ ก็เป็นบ่อเกิดของปัญหาเรื่องเซ็กส์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ บางครั้งการไม่กล้าถาม ไม่กล้าปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ก็กลายเป็นว่าต้องไปศึกษาด้วยตนเอง ผิดบ้างถูกบ้างก็ว่ากันไป ทีนี้ลองมาดูกันว่าปัญหาที่(คิดเอาเอง) ตามมาจากการมีเซ็กส์บ่อยๆ มีอะไรบ้าง


ข้อแรก คือ ส่วนมากคุณผู้หญิงมักจะกังวลว่า เมื่อมีเซ็กส์บ่อยๆ จะทำให้ช่องคลอดหลวม ส่งผลให้คุณสามีเบื่อและอาจจะพาลไปมีกิ๊กนอกบ้านได้ (ถ้าเขาไปมีกิ๊กละก็เขาก็ไม่รักคุณแล้วล่ะ) คำถามข้อนี้มีคำตอบคือ จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะหมดหนทางแก้ไขเสียดีเดียวนะครับ อันที่จริงแล้วลักษณะของช่องคลอดนั้นเป็นกล้ามเนื้อครับ อีกทั้งมีความแข็งแรงมาก ถึงขนาดกลายเป็นจุดขายในการโชว์เป่าลูกดอก เปิดขวด ฯลฯ ที่บาร์อะโกโก้ ชอบชี้ชวนให้คนไปดู แสดงให้เห็นว่า หลวมได้ก็คับได้เหมือนกัน ทางการแพทย์เลยได้มีวิธีการออกกำลังกายที่ช่วยให้ช่องคลอดกระชับด้วยวิธีง่ายๆ ไม่เสียเงิน ไม่เจ็บตัว นั่นคือการ ขมิบ คุณจะทำที่ไหนเมื่อไรก็ได้ไม่มีใครห้าม เพราะมันอยู่ในร่มผ้าไม่มีใครรู้ใครเห็น วันละ 10 ครั้ง 100 ครั้ง 1,000 ครั้ง หรือมากกว่าก็ไม่ผิดกติกาถ้าไหวละก็ โดยแต่ละครั้งควรขมิบค้างไว้สักนับ 10 วินาที (อย่าโกงนะครับ) นอกจากจะช่วยให้ช่องคลอดกระชับแล้ว เคยมีรายงานวิจัยพบว่ายังช่วยให้ผู้หญิงเองถึงจุดสุดยอดได้ง่ายด้วย ขยันมากเท่าไหร่ก็ได้ผลดีมากเท่านั้น


ข้อสอง คือ กังวลว่าการมีเซ็กส์บ่อย ๆ จะทำให้กลายเป็น คนติดเซ็กส์ คนบ้าเซ็กส์ คนบ้ากาม ล้วนแต่เป็นคำเหน็บแนมที่หาสาระอะไรไม่ได้ ดังนั้นอย่าหลงเชื่อเป็นอันขาด บางครั้งการหยอกล้อกันในเพื่อนฝูงเมื่อใครมีทีท่าสนใจเรื่องเซ็กส์ว่าเป็นคนบ้าเซ็กส์ ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมาก็ได้ ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนนะครับว่า อย่างไรคือคนติดเซ็กส์ คนติดเซ็กส์นั้นคือคนที่เห็นกิจกรรมทางเพศสำคัญที่สุดในชีวิต ขาดไม่ได้ ต้องตายแน่ๆ ส่งผลให้วันๆ เอาแต่คิดเรื่องเซ็กส์ จะเป็นแบบมีเซ็กส์กับคนอื่นๆ ทั้งแบบตัวต่อตัว หรือแบบหมู่ หรือการช่วยตัวเอง การดูสื่อลามกต่างๆ อย่างมากผิดปกติ ทำให้ในที่สุดชีวิตส่วนตัว สังคม และการงานเสียหาย นั่นคือคนติดเซ็กส์ เป็นปัญหากับตนเองที่ควรได้รับการแก้ไขเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้าคุณไม่เข้าข่ายเหล่านี้ ก็มีไปเถอะครับ มากเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ทั้งคุณและคู่ของคุณยังไหวอยู่ แต่ขอให้เน้นที่คุณภาพนิดนึงนะครับ ไม่ใช่ปริมาณ

ข้อสาม อันนี้คุณผู้ชายอาจเคยได้ยินมาบ้าง จะทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นการโดนหลอกที่ยาวนานมาตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่นเลย เพราะบางครั้งผู้ใหญ่ก็ไม่อยากให้เด็กชิงสุกก่อนห่าม แต่กลายเป็นว่าห่ามแล้วก็ยังเชื่อที่โดนหลอกอยู่ดี บ้างก็ว่ากระสุนจะหมด ทำให้มีลูกยาก ซึ่งไม่เป็นความจริงอะไรทั้งนั้นแหละครับ เรื่องที่จะเสื่อมหรือไม่เสื่อมนั้นสิ่งสำคัญมันอยู่ที่ว่าคุณใช้งานแล้วดูแลมันดีพอหรือเปล่าต่างหาก ร่างกายคนเรานั้นใช้งานหักโหมเกินไป แล้วถ้าไม่บำรุงรักษาก็มีแต่พังกับพังครับ สมรรถภาพทางเพศจะดีได้นั้นก็ต่อเมื่อร่างกายและจิตใจของคนคนนั้นต้องดีด้วย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ครบ 5 หมู่ ทำจิตใจให้ปลอดโปร่งโล่งสบาย ง่ายๆ แค่นี้เองครับ


ข้อสี่ คือ คุณผู้หญิงหลายๆ ท่านอาจจะเคยทราบมาบ้างแล้วว่า เมื่อท่านมีเพศสัมพันธ์แล้วนั้น สิ่งที่ควรจะทำเป็นประจำทุกปีคือการไปตรวจมะเร็งปากมดลูก ซึ่งตรงนี้เองทำให้เกิดความเชื่ออีกอย่าง คือการมีเซ็กส์บ่อยๆ ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก อันนี้ก็ก้ำกึ่งนะครับ เพราะไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป แต่ผมมีข้อเสนอครับว่า ไม่ว่าคุณจะมีเซ็กส์มากน้อยแค่ไหน ถ้าคุณมีกับคู่ของคุณคนเดียว ไม่ไปรักสนุกมีคู่นอนมากหน้าหลายตา (โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย) และคุณทั้งคู่รักษาอนามัยของอวัยวะเพศ อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะคุณผู้ชายที่ไม่ได้ขลิบ ก็จะลดโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกลงได้อย่างมาก การใช้ถุงยางอนามัยก็ช่วยลดอัตราเสี่ยงได้ด้วยเหมือนกัน


การมีเซ็กส์บ่อยหรือไม่บ่อยนั้น จำนวนคงไม่ใช่ตัวที่จะมาตัดสินได้อย่างแม่นยำ ถูกต้องเสียทีเดียว ความพึงพอใจทางเพศต่างหากที่จะเป็นตัววัดว่า คุณจะอยากมีเซ็กส์มากน้อยเท่าไหร่ และเมื่อคุณรู้สึกว่าเกิดปัญหา หรือข้อสงสัยขึ้น เมื่อปรึกษากันเองแล้วไม่ได้คำตอบที่พึงพอใจ สิ่งที่ง่ายกว่าการลองผิดลองถูกก็คือ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ความสามารถ เพื่อให้ได้คำตอบและแนวทางการแก้ไขที่ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องหวาดผวากับความรู้ผิดๆ ถูกๆ ของตัวเองไปชั่วชีวิต


เป็นไงบ้างครับ ได้เห็นถึงเรื่องเซ็กส์ดีๆ ในชีวิตคู่กันแล้ว อันที่จริงเทคนิคเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นสิ่งที่หลายคนรู้แล้ว แต่มองข้ามมันไปด้วยซ้ำ ข้อสำคัญคือถ้าเรารักคู่ของเรา การเปิดอกคุยเรื่องเพศกันจะช่วยกระชับความสัมพันธ์กันได้อย่างดียิ่งนะครับ เพราะการเล่าเรื่องที่ส่วนตัวมากๆ ให้ใครในสังคนฟังนั้น เราจะต้องไว้ใจคนๆ นั้นมากๆ ซึ่งนั่นเท่ากับว่าถ้าเราเริ่มต้นคุยได้ แสดงให้เห็นว่าเราก็พัฒนาความรู้สึกที่กระชับแน่นแฟ้นได้อีกขั้น เผลอๆ อาจจะได้ผลดีกว่ามีเซ็กส์จริงๆ เสียอีก แล้วพบกันใหม่นะครับ


ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

5 ท่า บริหาร อก ตึงกระชับ

5 ท่า บริหาร อก ตึงกระชับ

ท่าบริหารกระชับทรวงอก ทำบ่อย ๆ รับรองช่วยยืดอายุความเต่งตึงให้อยู่กับอกคู่สวยไปได้อีกนาน




ยืดเส้น ยืดสาย วันนี้มีท่าบริหารกระชับทรวงอก ซึ่งคุณทิพวรรณ ประเสริฐอดิศร ผู้จัดการฝึกอบรมผลิตภัณฑ์ 'คลาแร็งส์' แนะนำไว้ในงานเวิร์กช็อปดูแลทรวงอก เอาใจคุณผู้หญิงที่ไม่อยากให้อกหย่อนยานก่อนวัยอันควร

ท่าแรกเริ่มด้วยการกอดอก ตั้งฝ่ามือทั้งสองข้างและออกแรงดันต้านช่วงต้นแขนค้างไว้นาน 5 นาที ทำซ้ำ 5 - 10 ครั้ง

ถัดมาเป็นท่าที่ง่ายสุด ๆ เพียงแค่ฉีกยิ้มพร้อมกับยิงฟัน เห็นง่ายอย่างนั้นแต่ก็เป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อบริเวณคางลงไปจนถึงช่วงแผงอก

ท่าที่สามให้หยิบสมุดมาสักเล่ม ใช้ท่อนแขนหนีบติดช่วงข้างลำตัวค้างไว้นาน 5 นาที ทำซ้ำท่านี้ 10 ครั้ง

เปลี่ยนสู่ท่าประนมมือ ให้ปลายนิ้วอยู่ในระดับจมูก แล้วออกแรงดันฝ่ามือเข้าหากันค้างไว้นาน 10 วินาที ทำให้ได้สัก 5 - 10 ครั้ง

ท่าปิดท้าย ประสานฝ่ามือแบบทวิส หรือหมุนฝ่ามือข้างหนึ่งให้ปลายนิ้วตรงกับตำแหน่งข้อมืออีกข้าง แล้วออกแรงดันเข้าหากัน ค้างไว้ราว 5 - 10 วินาที ทำไปเรื่อย ๆ จนครบ 10 ครั้ง

ทำบ่อย ๆ รับรองช่วยยืดอายุความเต่งตึงให้อยู่กับอกคู่สวยไปได้อีกนาน แต่ถ้าจะให้ดีควรใส่บราหรือเสื้อชั้นในพอกระชับไม่คับไม่หย่อนเกินไป เลี่ยงการใส่บราแบบบล็อก มีร่องห่างมาก ช่วงฐานของทรงเต้าควรเหมาะสมกับขนาดที่แท้จริง เพราะถ้าฐานเต้าใหญ่แต่เลือกใส่บราฐานแคบจะรัดอกและเกิดความอับชื้นจากเหยื่อ ส่งผลให้เนื้อเต้านมเหลว และสวมบราแบบสปอร์ตทุกครั้งที่เล่นกีฬา.

takecareDD@gmail.com


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เครื่องดื่มบำรุงกระดูก

เครื่องดื่มบำรุงกระดูก

สูตรเครื่องดื่มบำรุงกระดูกที่สามารถลองนำไปผสมดื่มด้วยตนเองง่ายๆ ไม่ยุ่งยากได้จากที่บ้าน
กินดี เตรียมสูตรเครื่องดื่มบำรุงกระดูกมาให้คุณผู้อ่านลองนำไปผสมดื่มด้วยตนเอง เพราะสารอาหารจากผักและผลไม้ที่รวมอยู่ในเครื่องดื่มมากคุณประโยชน์แก้วนี้ได้จาก บร็อกโคลี ที่อุดมไปด้วยไฟโตเคมิคอล ซัลโฟราเฟน กลูโคซิโนเลต สารต้านการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง แอปเปิ้ลเขียว ช่วยลดความตึงเครียด เพราะมีโพแทสเซียม กำมะถัน เหล็ก แมกนีเซียม วิตามินบี1 บี2 และบี6 ทั้งยังมีกรดมาลิก แทนนิก เส้นใบเพ็กติน ช่วยทำความสะอาดกระเพาะอาหาร-ลำไส้ และช่วยลดไข้ บรรเทาอาการอักเสบของเนื้อเยื่อ นอกจากนี้ยังมี คะน้า สรรพคุณช่วยซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ แก้อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เพราะมีวิตามินบี2 ขณะที่ ผักชีฝรั่ง ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง เมื่อเกิดแผลยังช่วยให้เลือดหยุดไหลได้เร็ว ส่วน ขึ้นฉ่าย เป็นผักที่ช่วยบำรุงตับ แก้ร้อนในและความดันโลหิตได้ ส่วนผสมต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้น จะต้องเตรียมตามสัดส่วนต่อไปนี้...
บร็อกโคลี 1 ถ้วย ผักชีฝรั่ง 1/2 ถ้วย คะน้า 1/2 ถ้วย แอปเปิ้ลเขียว 2 ถ้วย ขึ้นฉ่าย 1/2 ถ้วย น้ำแข็งป่น 1 ถ้วยสำหรับขั้นตอนในการผสมเครื่องดื่มบำรุงกระดูก เริ่มจากล้างผักและผลไม้ทั้งหมดให้สะอาด นำบร็อกโคลีหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ซอยผักชีฝรั่งและขึ้นฉ่ายจนละเอียด ส่วนคะน้านำไปบุบพอแตกแล้วจึงไปหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดไปสกัดด้วยเครื่องสกัดน้ำผัก-ผลไม้ แล้วพักไว้ หันไปหั่นแอปเปิ้ลเขียวเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า และนำไปปั่นรวมกันกับส่วนผสมที่สกัดเตรียมไว้ด้วยเครื่องปั่น สามารถเติมน้ำแข็งป่นเพื่อความเย็นสดชื่นแล้วดื่มได้ทันที หากน้ำผักและผลไม้มีลักษณะข้นเกินไป ให้เติมน้ำแร่ลงไปเล็กน้อยเพื่อช่วยเจือจาง. deflying@gmail.com
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ถั่วแดงรักษามดลูก-อาหารบำรุงช่องคลอด

ถั่วแดงรักษามดลูก-อาหารบำรุงช่องคลอด

สำหรับคุณผู้หญิงที่มักมีอาการปวดช่วงท้องน้อย ซึ่งอาจเกิดจากการมีเลือดคั่ง ความเย็นสะสมอยู่รอบ ๆ สะดือ รังไข่ และมดลูก วิธีเยียวยาอาการดังกล่าวนั้นสามารถทำได้ง่าย ๆ
เรื่องราวดี ๆ ที่ กินดี นำมาฝากในวันนี้มีประโยชน์ เพียงนำถั่วแดง 500 กรัม บรรจุใส่ลงในถุงผ้าแล้วมัดปากถุงด้วยเชือกปอ ก่อนนำไปอบในไมโครเวฟระดับความร้อนปานกลางนาน 3-4 นาที ก่อนนำถุงถั่วแดงไปประคบบริเวณท้องน้อย ให้คุณผู้หญิงใช้มือลูบไล้เบา ๆ ที่ผิวหนังซึ่งตรงกับรังไข่แล้วจึงประคบด้วยถุงถั่วแดง ก็จะสามารถบรรเทาอาการเลือดคั่ง ลดบวม และบรรเทาอาการอักเสบได้ สำหรับอาหารที่มีประโยชน์ช่วยรักษาอาการช่องคลอดอักเสบนั้น มีทั้งกระเทียมและกะหล่ำปลี มีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อโรคร้าย ส่วนหอมใหญ่กับผักกาดจะช่วยบรรเทาอาการอักเสบ ขณะที่ผักกาดเกาหลีนั้นช่วยจัดการซ่อมแซมเยื่อบุผิว ส้มและมะเขือเทศเป็นตัวเสริมวิตามิน แถมยังกระตุ้นการทำงานของเซลล์และชะลอความแก่ ผักดองและผงชูรสจะช่วยขจัดเชื้อยีสต์ที่ก่อให้เกิดโทษแก่ร่างกาย แต่ควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ และในทางตรงกันข้าม อาหารที่คุณผู้หญิงช่องคลอดอักเสบควรหลีกเลี่ยงนั้นคือ อาหารที่แปรรูปมาจากข้าวสาลี ขนมปัง เบียร์ ผลิตภัณฑ์จากนม ไอศกรีม มิลค์เชค และเนื้อสัตว์ เพราะจะทำให้อาการอักเสบทวีความรุนแรงขึ้น. takecareDD@gmail.com
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ท้องนอกมดลูก

ท้องนอกมดลูก

สาเหตุส่วนใหญ่ของกรณีที่น่าเศร้าสลดใจมักเกิดจากการ ท้องนอกมดลูก มันคืออย่างไรและทำไมจึงเป็นเช่นนั้นได้?
พญ.นิศานาถ ธนะภูมิ สูติ-นรีแพทย์ การตั้งครรภ์หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า ตั้งท้อง โดยทั่วไปมักเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดีของคนในครอบครัวที่คาดหวังว่าผู้เป็นแม่จะให้กำเนิดลูกน้อยคนใหม่ที่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ครบสามสิบสอง แต่ในบางกรณีเราอาจพบได้ว่าทารกน้อยที่เกิดมาใหม่ก็อาจมีร่างกายที่ไม่สมประกอบ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถให้กำเนิดทารกออกมาได้ หรือบางครั้งได้ลูกแต่ต้องเสียแม่ไปก็มี และก็มีที่การตั้งครรภ์ครั้งนั้นก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งตัวลูกและแม่... สาเหตุส่วนใหญ่ของกรณีที่น่าเศร้าสลดใจนี้มักเกิดจากการ ท้องนอกมดลูก มันคืออย่างไรและทำไมจึงเป็นเช่นนั้นได้? ต้องลองอ่านต่อไปค่ะ ผู้หญิงตั้งท้องได้อย่างไร?ตามธรรมชาติของผู้หญิงนั้นเมื่อไข่ (ovum) ตกจากรังไข่ (ovary) แล้วบังเอิญมีตัวอสุจิ (sperm) ของผู้ชายเดินทางผ่านจากช่องคลอดเข้าไปยังมดลูกแล้วออกไปทางท่อนำไข่ไปพบกับไข่เข้า ก็จะเจาะไข่เข้าไปผสม (fertilization) กลายเป็นตัวอ่อน (embryo) จากนั้นตัวอ่อนจะเดินทางกลับมาตามท่อนำไข่ผ่านเข้าไปในมดลูก (uterus) ซึ่งเป็นที่ที่เหมาะจะเป็นที่ฝังตัว (implant) เพื่อการเจริญเติบโตต่อไป และเมื่อตัวอ่อนฝังตัวในตัวแม่แล้วนั้นจึงจะเรียกว่ามีการตั้งท้องหรือตั้งครรภ์เกิดขึ้น แล้วอะไรคือท้องนอกมดลูก?บางครั้งการเดินทางของตัวอ่อนอาจไม่สะดวกหรือเดินทางเร็วเกินไป หรืออาจวกวนจนทำให้มันไม่อาจไปฝังตัวในที่ที่เหมาะสมในโพรงมดลูกได้ การที่มันฝังตัวในที่อื่นๆ นอกเหนือจากในโพรงมดลูกนี้เรียกว่า ท้องนอกมดลูก ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 1-2% และจะมีโอกาสเกิดมากยิ่งขึ้นหากผู้นั้นเคยตั้งท้องนอกมดลูกมาก่อนแล้ว สาเหตุของการท้องนอกมดลูก
ก็คืออะไรก็ตามที่ทำให้การเดินทางของตัวอ่อนไม่สามารถเดินทางได้ดีตามระยะเวลาที่เหมาะสมในการจะฝังตัว (โดยปกติการฝังตัวของตัวอ่อนมักจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 7 หลังจากการผสมของไข่และตัวอสุจิแล้ว) เช่น
เคยมีการติดเชื้อที่ท่อนำไข่และอุ้งเชิงกรานซึ่งมีโอกาสที่จะทำให้ท่อนำไข่อุดตัน
มีแผลเป็นหรือพังผืดดึงรั้งในช่องท้องกับรังไข่และท่อนำไข่ เช่น การเป็นโรคเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญนอกโพรงมดลูก (endometriosis) ปฏิกิริยาแผลเป็นจากการผ่าตัด หรือเคยเกิดการอักเสบในอุ้งเชิงกราน ทำให้การเคลื่อนตัวของตัวอ่อนเป็นไปไม่สะดวก
คนที่เคยรับการผ่าตัดที่ท่อนำไข่ ไม่ว่าจะเป็นการทำหมันแล้วบังเอิญเกิดการต่อกลับมาเองได้ตามธรรมชาติ หรือการผ่าตัดแก้ไขการอุดตันของท่อนำไข่เพื่อช่วยให้มีลูกได้
คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสท้องนอกมดลูกสูงกว่าคนปกติมากถึง 5 เท่า อาจเป็นเพราะนิโคตินไปกระตุ้นให้ท่อนำไข่บีบรัดตัวทำให้ตีบตัน ยากแก่การที่ตัวอ่อนจะเดินทางโดยสะดวก
การใช้ยาบางอย่าง เช่น ยากระตุ้นการตกไข่ หรือการใช้ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน
ถ้าไม่ใช่มดลูกแล้วจะเป็นที่ไหน?ผู้หญิงที่ท้องนอกมดลูกส่วนใหญ่มากกว่า 95% พบว่าตัวอ่อนจะไปฝังตัวที่ท่อนำไข่ (fallopian tube) นอกนั้นอาจพบที่รังไข่ ปากมดลูก หรือในช่องท้อง ซึ่งล้วนไม่ใช่ที่ที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของตัวอ่อน ในที่สุดก็ไม่สามารถพัฒนาและอยู่รอดได้ (ยกเว้นในบางรายแต่พบน้อยมากที่มีรายงานว่าตัวอ่อนไปฝังตัวในช่องท้องและเติบโตจนครบกำหนดคลอด แต่แม่ก็มีปัญหาต่อเนื่องจากการที่รกไปฝังตัวที่อวัยวะอื่นๆ ในช่องท้อง เรียกได้ว่าถึงรอดมาได้ก็สะบักสะบอมทั้งแม่-ลูก และแพทย์-พยาบาล)
เมื่อตัวอ่อนฝังตัวได้แล้วก็จะเริ่มหยั่งรกลงไปในที่ๆ มันฝังตัว และเริ่มเจริญเติบโตขึ้น แต่เพราะที่อยู่ไม่เหมาะสมจึงไม่สามารถอยู่รอดได้ โตไม่ได้ ถ้ามันอยู่บริเวณปลายท่อนำไข่ก็อาจจะหลุดออกมา หรือจุดที่มันฝังตัวก็จะแตกและมีเลือดออกตั้งแต่เล็กน้อยและหยุดได้เองซึ่งมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเกิดเลือดออกอย่างรวดเร็วและมากจนทำให้ช็อกได้ และเลือดที่ออกนี้จะถูกขังอยู่ในช่องท้องไม่ไหลออกมาข้างนอกให้เห็น จึงเรียกกันว่าเลือดตกใน
ถึงตายได้เพราะเลือดตกในในช่วงก่อนศตวรรษที่ 19 อัตราการตายจากท้องนอกมดลูกมีมากถึง 50% แต่พอถึงปลายศตวรรษที่19 การพัฒนาทางแพทย์เจริญขึ้นมากจนทำให้ลดอัตราตายจากท้องนอกมดลูกลงเหลือเพียง 5% เท่านั้น นั่นเพราะเดิมเรายังไม่สามารถค้นพบว่ามีการตั้งท้องนอกมดลูกได้อย่างรวดเร็วพอ กว่าจะพบว่าผิดปกติก็ตอนที่ท่อนำไข่แตก เกิดการเสียเลือดในช่องท้องอย่างรวดเร็วและมากจนไม่สามารถจะช่วยชีวิตได้ทัน
การลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ก็คือการค้นให้พบว่ามีการตั้งท้องนอกมดลูกได้เร็วที่สุด หรือถ้าพบในระยะที่ท่อนำไข่แตกเสียแล้ว การวินิจฉัยและการผ่าตัดเพื่อห้ามเลือดต้องทำให้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ว่าวิธีการไหนต่างก็มีข้อจำกัดทั้งสิ้น
อาการน่าสงสัยว่าท้องนอกมดลูก
อาจเกิดอาการตั้งแต่ตอนที่ประจำเดือนยังไม่ทันจะขาด หรือเมื่อประจำเดือนเพิ่งเริ่มจะขาดหายไปเพียงไม่กี่วันก็ได้ เป็นต้นว่า
อาจเริ่มมีอาการของคนตั้งท้อง เช่น คลื่นไส้ เต้านมคัดตึง หรือบางคนก็ไม่มีอาการเหล่านี้เลย
หลังจากประจำเดือนขาดไป 1 สัปดาห์ หรืออาจเร็วหรือช้ากว่านั้น มักจะมีเลือดออกจากช่องคลอด มักเป็นสีน้ำตาลคล้ำคล้ายช็อกโกแลตเหลว ไม่มากมายนักโดยมักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นประจำเดือน
ปวดท้องที่ท้องน้อยส่วนล่าง อาจบอกได้ว่าข้างไหน หรือบอกไม่ได้
ในคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการท้องนอกมดลูกดังที่กล่าวมาแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์แต่เนิ่นๆ เมื่อเริ่มตั้งท้อง อย่างเร็วที่สุดที่จะตรวจพบว่าท้องก็คือ 7-8 วันหลังจากไข่ผสมกับอสุจิอันเป็นเวลาที่ตัวอ่อนเริ่มฝังตัวนั่นเอง หรือเมื่อเริ่มมีอาการเหล่านี้ อย่างไรก็ตามคนที่พบว่าท้องนอกมดลูกแม้จะมาหาแพทย์ได้ไวแต่ตัวอ่อนก็ไม่สามารถจะเจริญเติบโตต่อไปได้ แต่การตรวจพบแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ท่อนำไข่จะแตก จะทำให้ไม่ต้องเผชิญกับการเสียเลือดมากจนแพทย์ต้องรีบห้ามเลือดโดยการสละอวัยวะที่มันเกาะอยู่เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และแพทย์สามารถเลือกทางรักษาโดยพยายามเก็บท่อนำไข่หรือรังไข่ไว้เพื่อการตั้งท้องในครั้งใหม่ได้
ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่ไปพบแพทย์ หรือเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องรวดเร็วมากไม่ทันสังเกต จนอวัยวะที่มันเกาะเกิดแตกขึ้นมา อาการที่เป็นก็คือ
ปวดท้องน้อยอย่างมาก
อาจปวดร้าวขี้นไปไหล่และหลัง เพราะเลือดที่ออกมากจะไปกดใต้กระบังลม
หน้ามืดเป็นลมเพราะเสียเลือดมาก
ความดันต่ำ หัวใจเต้นเร็ว ซีด ช็อก
อาการเหล่านี้เป็นภาวะฉุกเฉินถึงชีวิตเลยทีเดียว จึงจำเป็นต้องรีบไปโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วที่สุด
จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นท้องนอกมดลูก?ถ้าใครมีอาการที่น่าสงสัย สิ่งที่จะบอกว่าใช่ท้องนอกมดลูกหรือไม่ก็คือ การตรวจหลายๆ อย่างร่วมกัน
ตรวจร่างกาย ถ้าคนนั้นมาพบแพทย์ในสภาพที่ท้องนอกมดลูกแตก เสียเลือดมากแล้ว ก็อาจพบว่าซีด และอยู่ในสภาพเกือบช็อกหรือช็อกแล้ว
ตรวจหน้าท้อง อาจพบว่ามีท้องโป่ง กดและปล่อยเจ็บ
ตรวจภายใน อาจพบเลือดสีคล้ำในช่องคลอด เมื่อโยกปากมดลูกจะรู้สึกเจ็บ อาจคลำพบก้อนผิดปกติที่ปีกมดลูกด้านใดด้านหนึ่ง ในส่วนลึกสุดของช่องคลอดด้านหลังอาจนูนโป่งจากการที่เลือดไหลไปกองอยู่ในนั้น
การตรวจร่างกายแล้วพบสิ่งเหล่านี้ถือว่าค่อนข้างชัดแจ้งว่าน่าจะเป็นท้องนอกมดลูกในระยะที่มันแตกออกและเสียเลือดอย่างมากแล้ว (มีมากที่การเสียเลือดตกในช่องท้องไม่ใช่จากท้องนอกมดลูกแตก แต่อาจเป็นม้ามแตก ตับแตกได้โดยดูจากประวัติการถูกเตะ หรือถูกกระแทกจะช่วยให้รู้ว่าน่าจะเป็นจากอะไร แต่ในชีวิตการเป็นหมอมานานก็พบอยู่หลายครั้งที่คนไข้ช็อกสามีนำส่งโรงพยาบาล ไม่มีสามีคนไหนที่จะบอกนำร่องว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งๆ ที่ถามแล้วถามอีก จนผ่าตัดแล้วพบว่าเป็นเพราะม้ามแตก ออกมาถามหลังผ่าตัดเสร็จจึงได้รับคำสารภาพว่าเตะเขาเบาๆ เท่านั้น ยังนึกว่าเมียใจเสาะทำท่าปวดท้องหน้ามืดเป็นลม ยังดีที่นำส่งโรงพยาบาลไม่งั้นได้ติดคุกฐานฆ่าเมียแน่) บางครั้งการตรวจร่างกายก็ก้ำกึ่งไม่พบอะไรที่ชัดเจน จำเป็นต้องใช้วิธีอื่นช่วย อาทิเช่น
ตรวจปัสสาวะพบฮอร์โมนที่บ่งว่ามีการตั้งครรภ์ ซึ่งจะพบได้เมื่อตัวอ่อนเริ่มฝังตัวนั้นเอง แต่บางครั้งก็มีข้อจำกัดที่ผลตรวจเป็นลบ ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่ตั้งครรภ์ เพียงแต่ตรวจไม่พบฮอร์โมนที่บอกว่าตั้งครรภ์จากการแท้งหรือตัวอ่อนไม่พัฒนาแล้วจึงทำให้ระดับฮอร์โมนน้อยจนตรวจไม่พบในปัสสาวะได้
ตรวจอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอดหรือหน้าท้องส่วนล่าง เพื่อดูว่ามีการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูกหรือที่ส่วนไหน แต่ข้อจำกัดก็คือ ช่วงก่อนสัปดาห์ที่ 5 หากทำอัลตราซาวนด์จะยังไม่เห็นถุงน้ำที่บ่งบอกว่ามีการตั้งครรภ์ จะเห็นได้เร็วที่สุดต้องหลัง 5 สัปดาห์ขึ้นไปแล้ว
ตรวจเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมน beta-HCG ก็จะช่วยได้ถ้าฮอร์โมนอยู่ในระดับที่บอกว่าตั้งครรภ์ แต่การตรวจครั้งเดียวก็ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นท้องแบบไหน ต้องตรวจติดตามทุก 2 วัน เพื่อดูระดับถ้าสูงขึ้นเกินกว่า 2 เท่าตัวของแต่ละครั้งที่ผ่านมา ก็น่าจะไม่มีปัญหาการแท้ง แต่ถ้ามันสูงขึ้นน้อยกว่า 2 เท่าตัวหรือลดลง ก็แปลว่าน่าจะมีปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตของตัวอ่อน เช่น แท้งหรือท้องนอกมดลูกได้ ไม่อาจฟันธงว่าเป็นท้องนอกมดลูกเพียงอย่างเดียว
ส่องกล้องทางช่องท้อง (laparoscopy) เป็นการส่องกล้องผ่านช่องท้องเข้าไปดูว่ามีปัญหาเช่นไร ท้องนอกมดลูกที่จุดไหน และทำการผ่าตัดแก้ไขไปด้วยได้เลย
ใช้เข็มเจาะในช่องคลอด (culdocentesis) เพื่อตรวจพิสูจน์ว่ามีการตกเลือดในช่องท้องจริง เพราะบางครั้งสิ่งที่อยู่ในช่องท้องที่ทำให้มีอาการและผลการตรวจร่างกายคล้ายกันอาจเป็นจากหนองหรือเซรั่มก็ได้
การรักษา
การใช้ยา สิ่งสำคัญต้องรู้ว่าการท้องนอกมดลูกไม่อาจจะทำให้ตัวอ่อนเติบโตต่อไป และไม่สามารถย้ายตัวอ่อนไปฝังตัวใหม่ให้ถูกที่ถูกทางในโพรงมดลูกได้ ดังนั้นถึงแม้จะวินิจฉัยพบได้เร็วตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก็จำเป็นต้องสละตัวอ่อนทิ้งเพียงอย่างเดียว โดยทางเลือกที่จะใช้ยา methotrexate แทนการผ่าตัดยังคงทำได้ ทำให้มันฝ่อลง พอจะช่วยรักษาสภาพของท่อนำไข่ไว้เพื่อการตั้งครรภ์ครั้งหน้าได้
โดยการผ่าตัด ท้องนอกมดลูกที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดรักษา แต่การจะตัดมากน้อยแค่ไหน เก็บซ่อมแซมท่อนำไข่และรังไข่ได้ดีขนาดไหน ก็ขึ้นกับสภาพความเสียหายที่มันเกาะหรือการแตกของท่อนำไข่นั้น
ถ้ารังไข่หรือท่อนำไข่ที่แตกมีความเสียหายมาก ก็มักจะตัดท่อนำไข่ออกไปพร้อมๆ กับตัวอ่อนเลย
ถ้าสภาพท่อนำไข่ยังดีอยู่ไม่แตกออก การพยายามรีดเอาตัวอ่อนออกมาโดยเก็บท่อนำไข่ไว้ก็อาจทำได้ แนวความคิดของการรักษานั้นคือ พยายามเก็บท่อนำไข่และรังไข่ไว้เพื่อการตั้งท้องในครั้งหน้า แต่ถ้ามีลูกพอเพียงแล้ว การตัดเอาส่วนที่มีการตั้งท้องนอกมดลูกออกก็จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
สำหรับการผ่าตัดนั้น มี 2 วิธีที่แพทย์จะเลือกใช้ตามความเหมาะสม
การใช้กล้อง laparoscope ผ่านรูเล็กๆ ทางหน้าท้อง ซึ่งจะใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลน้อยลงและเจ็บแผลหลังผ่าตัดน้อยลง
การผ่าตัดเปิดหน้าท้องตามปกติ ถ้าคนไข้เสียเลือดมาก หรือช็อก การผ่าตัดโดยเปิดแผลกว้างจะเป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นในการหยุดเลือด ซึ่งย่อมสำคัญต่อการรักษาชีวิตไว้ได้มากกว่า
โอกาสท้องนอกมดลูกอีกในอนาคตพบว่าคนที่เคยมีประสบการณ์ท้องนอกมดลูก มีโอกาสที่จะเป็นได้อีกถึง 12% ถ้าท่อนำไข่ยังคงสภาพดีก็มีโอกาสที่จะตั้งท้องปกติได้ แต่มีความเสี่ยงที่จะเป็นอีกสูงกว่าคนทั่วไป จึงควรเริ่มพบแพทย์โดยทันทีที่ประจำเดือนเริ่มขาดหายไป
จะป้องกันการท้องนอกมดลูกได้หรือไม่?คำตอบคือไม่สามารถป้องกันได้ค่ะ แต่ทางที่จะช่วยไม่ให้ท่อนำไข่เสียหายจากการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานอันจะส่งผลต่อเนื่องให้ท่อนำไข่อุดตันอันเป็นโอกาสให้เกิดท้องนอกมดลูกนั้น อาจทำได้โดยหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์อย่างสำส่อน และควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการติดเชื้อ แม้ไม่อาจป้องกันการท้องนอกมดลูกได้โดยตรง แต่การลดความเสียหายและสูญเสียชีวิตจากการท้องนอกมดลูกสามารถทำได้ ถ้าค้นพบและจัดการกับมันได้เร็วค่ะ ท้องนอกมดลูกจะเกิดได้ทุกที่ตามจุดสีชมพูในภาพนี้ ท้องนอกมดลูกที่ท่อนำไข่ส่วนปลาย
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท

หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท

ชื่ออาการที่ได้ยินกันมานาน แต่สักกี่คนที่จะรู้จักความผิดปกติอันนำมาซึ่งอาการปวดหลัง แขน และขาบ้าง
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ... สารพันวันละโรค วันนี้จึงขอเริ่มจากการแนะนำให้คุณผู้อ่านรู้จัก หมอนรองกระดูก อวัยวะรูปร่างคล้ายหมอนหนุนศีรษะ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 1 นิ้วเศษๆ และหนาราว 1 เซนติเมตร เชื่อมต่อระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ ตั้งแต่คอไปจนถึงก้นกบ ทำหน้าที่รองรับแรงกดจากกระดูกสันหลังทั้งหมด หมองรองกระดูก ยังมีไส้ด้านในอ่อนนุ่มอยู่ตรงกลาง เรียกว่า นิวเคลียส พัลโพสุส ในวัยเด็กไส้นุ่ม ๆ นี้จะมีลักษณะคล้ายเจล แต่จะแห้งลงเรื่อย ๆ ส่งผลให้คุณสมบัติการยืดหยุ่นลดลงและปริแตกฉีกง่ายตามวัยที่มากขึ้น เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ด้วยความที่อวัยวะส่วนนี้อยู่ใกล้เส้นประสาท เมื่อหมอนรองกระดูกสันหลังแตกเคลื่อนจึงทำให้ นิวเคลียส พัลโพสุส ถอยหลังออกมากดทับเส้นประสาท เกิดอาการปวดร้าวตามเส้นประสาทที่ถูกกดทับ รู้สึกปวดหลัง ขา หรือแขน โอกาสที่หมอนรองกระดูกสันหลังจะเคลื่อนทับเส้นประสาทนั้นเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ หากคุณเคลื่อนไหวร่างกายผิดวิธี ตกจากที่สูง ลื่นล้มหลังกระแทกพื้น มีน้ำหนักตัวมากจนทำให้กระดูกสันหลังต้องแบกรับน้ำหนักมากเกินไป อายุที่มากขึ้นทำให้เกิดความเสื่อม ขาดการออกกำลังกาย หรือการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างจำกัด เช่น นั่งทำงานเป็นเวลานานโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ รวมทั้งภาวะตึงเครียด สำหรับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจะรุนแรงมากขณะไอหรือจาม โดยผู้ป่วยจะรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้นอนราบ แต่ถ้ามีอาการปวดหลังเจ็บร้างลงขา (ต่ำกว่าเข่า) เพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง ร่วมกับอาการชาและอ่อนแรง เกิดความผิดปกติกับระบบขับถ่าย เช่น ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ หรือท้องผูก แม้จะใช้ยาแก้ปวดหลังนานกว่า 1 สัปดาห์ก็ยังไม่หาย จำเป็นต้องรีบพบแพทย์โดยด่วน ทั้งนี้ นายแพทย์วีระพันธ์ ควรทรงธรรม ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ยังกล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการปวดดังกล่าวว่า เป็นหมู่โรคเกี่ยวกับหลังและคอ ในการวินิจฉัยของแพทย์จะพบว่า อาการปวดนั้นจะเกิดขึ้นกับ 2 บริเวณ ประกอบด้วย ช่วงเอว-ก้นกบ จะลามลงไปที่ขา และช่วงคอ-สะบัก-หัวไหล่ ซึ่งความเจ็บปวดจะแผ่ซ่านไปที่แขน ส่วนการรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทจะเป็นอย่างไรนั้น พรุ่งนี้ตามอ่านกันต่อใน ภาษาหมอ. takecareDD@gmail.com
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ไขปม ขบเขี้ยว-เคี้ยวฟัน ขณะหลับ

ไขปม ขบเขี้ยว-เคี้ยวฟัน ขณะหลับ
หลายคนไม่เคยรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยบริเวณใบหน้า กราม ไหล่ และช่วงคอ รวมทั้งอาการปวดศีรษะ ปวดไมเกรนที่มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำหลังจากตื่นนอน.
.. หากอาการข้างต้นเกิดขึ้นพร้อมกับสภาพฟันที่สึกกร่อน ฟันหัก มีแผลที่กระพุ้งแก้ม หรือรู้สึกเจ็บเหงือก นพ.เอกชัย เสถียรพิทยากุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญปัญหาโรคปอด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งศึกษาปัญหาการนอนเป็นพิเศษ ระบุว่า ต้นตอของอาการดังกล่าว อาจเกิดขึ้นจากการกัดฟันหรือเคี้ยวฟันขณะหลับ ทางการแพทย์มีการเรียกลักษณะอาการดังกล่าวอยู่หลายชื่อ ทั้ง Bruxism หรือ Teeth Grinding และ Teeth Clenching เป็นพฤติกรรมการนอนที่ผิดปกติอย่างหนึ่ง โดยผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าวมีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่รู้ตัวว่านอนหลับแล้วกัดฟัน ส่วนอีกร้อยละ 95 ไม่ทราบ แต่อาจรู้ได้เพราะคำบอกเล่าของคนที่นอนข้าง ๆ สำหรับสาเหตุของการขบเขี้ยว-เคี้ยวฟันขณะหลับนั้น เกิดขึ้นได้ทั้งจากการสบฟันที่ผิดปกติ ความรู้สึกตึงเครียด โรคทางสมองที่ทำให้ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้ (Huntingtons chorea) หรือกล้ามเนื้อกระตุกสั่น (Parkinsons disease) ที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ รวมทั้งผลจากการใช้ยากระตุ้นสมองบางชนิด ยาแก้อาการซึมเศร้า การเสพยาอี ยาบ้า และการดื่มเหล้าหรือกาแฟมากเกินไป อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของอาการขบเขี้ยว-เคี้ยวฟันขณะหลับยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะ มุมสุขภาพ ยังมีวิธีการตรวจคลื่นกล้ามเนื้อเพื่อประเมินความรุนแรง และการรักษาในรูปแบบต่าง ๆ ที่น่าสนใจให้ตามอ่านกันต่อในวันพรุ่งนี้. takecareDD@gmail.com
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

อ้วนนำโรคตาม

อ้วนนำโรคตาม

ผู้ที่เข้าข่ายป่วยด้วยโรคอ้วนนั้นจะต้องมีปริมาณไขมันกินร้อยละ 30 ในผู้หญิง ส่วนผู้ชายนั้นยึดหลักที่ร้อยละ 25
เคยได้ยินคนเถียงกันเรื่องอ้วน-ไม่อ้วน สัปดาห์นี้ มุมสุขภาพ มีข้อเท็จจริงว่าด้วยเรื่อง โรคอ้วน มาฝากให้ผู้อ่านเข้าใจก่อนจะฟันธงเรื่องความอ้วน ว่า หรือลองคำนวณด้วยสูตรยอดนิยมอย่าง น้ำหนัก (กิโลกรัม) การ ส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง จากนั้นนำค่าที่ได้ไปเทียบกับตารางค่าดัชนีมวลกาย หากสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ระบุแสดงว่าเป็นโรคอ้วน ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วนนั้นอาจเป็นเพราะการรับประทานอาหารประเภทแป้ง โปรตีน ไขมัน เกินความจำเป็นที่ร่างกายต้องการ โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส ปะปนอยู่มากยิ่งทำให้ร่างกายดูดดซึมสารอาหารดังกล่าวไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกายจะหลั่งสารอินซูลินออกมาในปริมาณมาก ซึ่งเชื่อว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อ้วน อาการป่วยบางชนิดก็เป็นปัจจัยให้เกิดโรคอ้วน เช่น ป่วยด้วยโรคต่อมธัยรอยด์ ทำให้ร่างกายเผาผลาญอาหารที่บริโภคเข้าไปได้น้อย รวมทั้งจากการรับประทานยาบางชนิด อาทิ ยาคุมกำเนิด ยาแก้โรคซึมเศร้า ยาควบคุมความดัน กรรมพันธุ์ก็มีส่วน เพราะครอบครัวที่เป็นโรคอ้วนมักจะมีความผิดปกติของฮอร์โมน Leptin ที่มีความสามารถสั่งสมองให้อยากอาหารลดลงนั้นบกพร่อง นอกจากนี้ยังสืบเนื่องจากขาดการออกกำลังกาย การดำรงชีวิตที่พึงพาสิ่งอำนวยความสะดวกมากเกินไป ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่า เลิกบุหรี่แล้วอ้วนนั้นเป็นเพราะ บุหรี่มีสารนิโคตินที่ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญอาหาร (แต่ก็ไม่ควรเลือกสูบบุหรี่เพราะกลัวอ้วน เนื่องจากบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าประโยชน์เรื่องน้ำหนักตัว) เป็นไปได้ว่า สาเหตุที่คนอ้วนไม่รีบเร่งลดหรือควบคุมน้ำหนักนั้นอาจเป็นเพราะไม่ทราบถึงอันตรายของโรคดังกล่าวที่จะนำโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งบางชนิด โรคเบาหวาน โรคถุงน้ำดี โรคหยุดหายใจเป็นพัก ๆ รวมทั้งภาวะข้อเสื่อม เส้นเลือดขอด กลั้นปัสสาวะไม่ได้ เรื่องราวของโรคอ้วนยังไม่จบลงเพียงแค่นี้ ตามอ่านต่อกันได้ตลอดทั้งสัปดาห์. takecareDD@gmail.com
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ช่องคลอด สะอาดเกิน เกิดภัย

ช่องคลอด สะอาดเกิน เกิดภัย
เนื่องจากบริเวณช่องคลอดนั้นมีเชื้อแบคทีเรียอยู่หลายชนิด แต่ก็มีประมาณ 15 ชนิด ที่เป็นประโยชน์
หลังรู้จักกลไกการทำความสะอาดภายในช่องคลอดตามธรรมชาติไปแล้ว คุณผู้หญิงก็จะยังต้องรักษาความสะอาดบริเวณภายนอกช่องคลอดอย่างถูกต้องโดยไม่ให้เสียสมดุล อาทิ แลคโตแบซิลลัส แบคทีเรียซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อ ส่งผลให้ช่องคลอดมีสภาพเป็นกรด ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียตัวร้าย เมื่อเป็นเช่นนั้นการขจัดสิ่งสกปรกจึงต้องไม่ทำลายแบคทีเรียตัวดี ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นโดยเฉพาะแบบที่เป็นสบู่ผสมน้ำหอมนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องใช้บ่อยครั้ง สามารถใช้น้ำสะอาดล้าง แต่ไม่ควรฉีดน้ำแรง ๆ เข้าช่องคลอด หรือล้างลึกลุกล้ำเข้าไปภายใน เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อที่อุ้งเชิงกราน สำหรับขนบริเวณอวัยวะเพศ ไม่ควรโกนทิ้ง เนื่องจากช่วยกรองฝุ่นละอองไม่ให้เข้าสู่อวัยวะเพศ ขณะที่อาการคันมักเกิดเพราะความอับชื้นของเหงื่อจากการสวมกางเกงชั้นในหรือกางเกงที่รัดแน่นเกินไป หากไม่เปลี่ยนขนาดเครื่องนุ่งห่ม นานวันไปอาจมีปัญหาเชื้อราตามมา ส่วนเรื่องของกลิ่นจากช่องคลอดซึ่งไม่เหม็นรุนแรงนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ โดยกลิ่นจะเป็นเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่รับประทาน สารเคมีในร่างกาย ช่วงการมีประจำเดือน หรือจากเหงื่อที่ขับออกมา อย่างไรก็ตาม ทุก ๆ 3 เดือน คุณผู้หญิงควรใช้กระจกส่องดูอวัยวะเพศเพื่อสังเกตความผิดปกติของขนาดหรือสี หากมีลักษณะเปลี่ยนไปควรพบสูตินรีแพทย์ด่วน. takecareDD@gmail.com
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ยืดกล้ามเนื้อแก้ปวดหลัง

ยืดกล้ามเนื้อแก้ปวดหลัง

เมื่อรู้สึกปวดหลัง วิธีบำบัดเบื้องต้นที่ไม่ควรมองข้าม คือ การบริหารกล้ามเนื้อ เพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง
ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวของคุณเอง ก่อนที่จะหันไปรับประทานยาแก้ปวด หรือพบแพทย์เพื่อรักษา เริ่มจากการนอนหงาย งอเข่าขึ้นตั้งฉาก แขนทั้งสองข้างวางแนบกับพื้น หายใจเข้าและออกลึก ๆ 5-10 ครั้ง จากนั้นดึงเข่าข้างหนึ่งขึ้นมาชิดหน้าอก ค้างไว้ 5 วินาที ทำสลับกับขาอีกข้าง จนครบ 10 ครั้ง แล้วดึงเข่าทั้งสองข้างให้ชิดหน้าอกพร้อมกัน ค้างไว้ 5 วินาที ทำซ้ำ 10 ครั้ง ต่อด้วยการเอียงเข่าท้องสองข้างไปทางด้านซ้ายเพื่อบิดสะโพก ค้างไว้ 5 วินาที สลับกับข้างขวา ทำจนครบ 10 ครั้ง ยังอยู่ในท่านอนหงาย โดยยกขาขึ้นข้างหนึ่งแล้วเกร็งขายกค้างไว้ 5 วินาที เอาขาลงแล้วยกขาอีกข้างทำสลับกันไป 10 ครั้ง แล้วกลับสู่ท่านอนหงาย ชันเข่าขึ้นตั้งฉาก แอ่นหลังแล้วเกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ 5 วินาที (ซึ่งช่วงก้นยังต้องติดพื้น) ผ่อนลงช้า ๆ จนหลังแนบพื้นนาน 5 วินาที จึงแอ่นหลังขึ้นมาใหม่ทำซ้ำเช่นเดิม 10 ครั้ง ส่วนการยืดกล้ามเนื้อช่วงสะโพกและเชิงกราน ก็ให้นอนหงาย งอเข่าตั้งฉาก แล้วยกหลังและสะโพกขึ้นจากพื้นให้มากที่สุด เกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ 5 วินาที แล้วค่อย ๆ ลดระดับลงจนหลังและสะโพกแนบพื้น ทำซ้ำเช่นเดิม 10 ครั้ง ต่อด้วยการนอนหงาย ชันเข่าตั้งฉาก ยกศีรษะขึ้นพร้อมกับเกร็งหน้าท้อง แล้วใช้มือแตะที่เข่า ค้างไว้ 5 วินาที แล้วกลับสู่ท่าเดิม ทำจนครบ 10 ครั้ง ยังมีท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังโดยตรง เริ่มจากคุกเข่าลงกับพื้นแล้วโน้มลำตัวไปด้านหน้า เหยียดมือทั้งสองข้างแตะพื้น จากนั้นจึงแอ่นหลังพร้อมกับเงยหน้าขึ้นค้างนาน 5 วินาที ทำสลับกับการโก่งหลังและก้มคอลงจนครบ 10 ครั้ง สเต๊ปต่อมายังอยู่ในท่าคุกเข่าลงกับพื้นแล้วโน้มลำตัวไปด้านหน้า เหยียดมือทั้งสองข้างแตะพื้น แต่ให้เหยียดยืดขาข้างหนึ่งไปด้านหลัง เกร็งค้าง 5 วินาที ทำสลับกับอีกข้างจนครบ 10 ครั้ง ทั้งนี้สามารถเพิ่มการยืดเหยียดที่แขน ขณะยืดขาไปด้านหลังให้ยกแขนข้างตรงกันข้ามขึ้นสูงค้างไว้แล้วยกลงพร้อมกับขา เปลี่ยนเป็นการนอนคว่ำ ช่วงเขาแนบติดพื้น แล้วแอ่นหลังขึ้นจากพื้นนับ 5 วินาที ผ่อนลงนอนราบท่าเดิม จนครบ 10 ครั้ง จากนั้นยกขาข้างใดข้างหนึ่งขึ้นให้มากที่สุดค้าง 5 วินาที สลับกับขาอีกค้างให้ครบ 10 ครั้ง สุดท้ายในท่านอนคว่ำหน้า ให้ยกศีรษะพร้อมช่วงอกขึ้นจากพื้นให้มากที่สุดค้างไว้นาน 5 วินาที 10 ครั้ง อย่างไรก็ตาม การบริหารกล้ามเนื้อตามสเต๊ปข้างต้น ไม่ควรทำอย่างรีบร้อนและรุนแรง หากอาการปวดกลับเพิ่มมากขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์. takecareDD@gmail.com
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

อาการวัยทอง

1.โรคต่อมลูกหมากโต อาการระยะแรกเริ่มจะมีอาการปัสสาวะบ่อย ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืนต่อมาจะปัสสาวะกะปริดกะปรอย ร่วมด้วยอาการปวดแสบขณะปัสสาวะ และรุนแรงถึงขั้นปัสสาวะไม่ออก มักเกิดในผู้ชายวัย 50 ขึ้นไป สาเหตุหลัก เกิดจากภาวะต่อมลูกหมากโตตามวัย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับผู้ชายวัย 50 ปีขึ้นไป วิธีป้องกัน ห้ามกลั้นปัสสาวะ และงดเว้นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง

2.โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก อาการคล้ายโรคต่อมลูกหมากโต แต่จะร้ายแรงกว่ามาก เนื่องจากมะเร็งลุกลามไปตามระบบน้ำเหลือง ส่งผลให้อวัยวะส่วนต่างๆ ถูกทำลาย สาเหตุ เกิดจากการแบ่งเซลล์ต่อมลูกหมากผิดปกติ พันธุกรรม ป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง และหันมาบริโภคพืชผักผลไม้แทน รวมถึงหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่กระทบกระเทือนบริเวณต่อมลูกหมาก

3.โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคความดัน จะมีอาการปวดศีรษะ หน้ามืด ตาพร่ามัว ซึ่งถือเป็นอาการเบื้องต้น นำไปสู่โรคอัมพาต เส้นเลือดฝอยในสมองแตก ไตวายเรื้อรัง สาเหตุมีหลายอย่าง เช่น พันธุกรรมความอ้วน ความเครียดสะสม ป้องกันได้ด้วยการควบคุมน้ำหนัก หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดอาหารเค็มจัด

ที่มา สุขภาพและความงาม http://www.healthy-care.saweedas.com/?p=185

ขนมถุงทำลายไต

สวัสดีค่ะ http://www.healthy-care.saweedas.com/ จริงหรือไม่ค่ะที่ใครชอบพูดว่าขนมไม่มีประโยชน์มีแต่โทษ หรือขนมที่ดีก็ยังมีอยู้อยากรู้ไปติดตามกันเลย
กินขนมถุงเยอะขึ้น ไตถูกทำลายมากขึ้น
ทำความรู้จักกับ โซเดียม
โซเดียมเป็นสารอาหารที่สำคัญในตระกูลเกลือแร่ โซเดียมจัดอยู่ในกลุ่มอีเลคโทรไลต์ เมื่อละลายน้ำจะแยกตัวออกเป็น ไอออนที่มีประจุไฟฟ้าบวก โซเดียมมีมากที่สุดที่น้ำนอกเซลล์ โดยควบคุมความดันออสโมติกเพื่อรักษาปริมาณของน้ำนอกเซลล์ โซเดียมจะถูกดูดซึมได้ตลอดทางเดินอาหาร น้อยที่สุดที่กระเพาะอาหาร และมากที่สุดที่ลำไส้เล็กส่วนกลาง โซเดียมยังช่วยรักษา ความเป็นกรดและด่างของร่างกายช่วยนำซูโครสและกรดอะมิโน ไปเลี้ยงร่างกาย

โอย น่ากลัวเฮะ ว่าแต่ชนใมถุงนี้ เป็นประเภทที่เด็กๆหาซื้อได้ง่ายหรือเปล่าเนี่ย

ที่มา สุขภาพและความงาม http://www.healthy-care.saweedas.com/?p=189

อันตรายจากการดื่มน้ำเย็น

หลายคนๆเคยชินกับการดื่มเครื่องดื่มเย็นๆหลังจากรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของชาเพราะเชื่อกันว่า สามารถขจัดไขมันและแก้เลี่ยนดื่มลงไปแล้วย่อมชุ่มฉ่ำใจแน่นอน แต่คุณเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า หลังจากนั้นในท้องของคุณจะเกิดอะไรขึ้น !?
ลองนึกภาพตามดูนะ !!ซี่โครงเนื้อในท้องของคุณ (หรือไก่ทอด หรืออะไรก็ตาม)ล้วนเป็นอาหารที่มันย่อง กระเพาะและลำไส้จะทำการย่อยพวกมันก็ต้องเปลืองแรงหน่อย ตอนนี้เทน้ำเย็นๆลงไปอีกถ้วยหนึ่ง…
เคยเห็นน้ำมันหมูในตู้เย็นมั้ย !?คุณจินตนาการว่ากลืนไขมันที่จับตัวเป็นก้อนสีขาวเหล่านั้นลงไปในกระเพาะออกมั้ย !?เมื่อกระเพาะและลำไส้ของคุณ เต็มไปด้วยน้ำมันที่จับตัวเป็นก้อนราวน้ำตาเทียนไขยังจะแก้เลี่ยนได้อีกมั้ย!ถ้าหากแค่เพียงทำให้รู้สึกอยากจะอาเจียนเท่านั้นก็แล้วไปเถอะแต่ที่สำคัญก็คือ มันสามารถทำให้คุณเป็นมะเร็งลำไส้ได้ด้วย !!
สวัสดี่ค่ะ http://www.healthy-care.saweedas.com มีเรื่องราวดีๆที่นำมาฝากกันเช่นเคยค่ะนำ้เป็นสิ่วที่สำคัญต่อระบบร่างกาย ในวันหนึ่งคุณรับประทานนำ้กันหรือยังค่ะ แล้วเป็นนำ้ประเภทไหนบ้างติดตามกันเลย

ที่มา สุขภาพและความงาม http://www.healthy-care.saweedas.com/?p=192

ปาท่องโก๋

ปาท่องโก๋ ตัวดี วันนี้ http://www.healthy-care.saweedas.com แนะนำอาหารเช้าที่ใครๆชอบนักชอบหนามาฝากกันอ่านแล้วต้องบอกต่อนะคะอาหารเช้ายอดนิยมของคนไทยในปัจจุบันนี้มีอะไรบ้าง เชื่อว่าหนึ่งในนั้นย่อมมี “น้ำเต้าหู้”กับ “ปาท่องโก๋ ” อยู่ด้วยแน่ๆ ทว่าเบื้องลึกเบื้องหลังความกรอบอร่อยของเจ้าปาท่องโก๋ นั้นอาจมีภัยเงียบจากพวกไขมันที่อิ่มตัวซ่อนเร้นอยู่ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะไขมันชนิดทรานส์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับผู้บริโภคได้อย่างคาดไม่ถึง
ไขมันชนิดทรานส์ หรือ Trans Fat จะ ว่าไปก็คือไขมันอิ่มตัวดีๆ นี่แหละ แต่เมื่อผ่านกระบวนการผลิตที่มีการเติมไฮโดรเจนเพิ่มลงไป เพื่อให้ มีคุณสมบัติที่ไม่เป็นไข และไม่เหม็นหืนจากออกซิเจนในอากาศได้โดยง่าย รวมทั้งเหมาะแก่การนำมาใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร โดยเฉพาะพวกขนมอบ เบเกอรี่ หรืออาหารจำพวกแป้งที่ต้องผ่านการทอดด้วยน้ำมัน จะพบไขมันชนิดทรานส์นี้ได้มากเป็นพิเศษ
อันตรายที่น่ากลัวของไขมันชนิดทรานส์ ไม่เพียงแต่ทำลายไขมันชนิดดี หรือเอชดีแอล (HDL)ที่มีประโยชน์ในร่างกายเท่านั้น แต่ยังไปเพิ่มไขมันชนิดร้าย (LDL) ให้ มากขึ้น ซึ่งไขมันร้ายที่ว่านี้มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคมะเร็งและโรคระบบภูมิต้านทานให้ทำงานผิดปกติอีกด้วย

ที่มา สุขภาพและความงาม http://www.healthy-care.saweedas.com/?p=195

อยากหุ่นดี ต้องอ่าน

http://www.healthy-care.saweedas.com นะาความรู้ข้อมูลที่ดีมางากสาวๆกันค่ะ อ่านแล้วรับรองทำตามหุ่นดีแน่นอน
ดื่มน้ำเป็นประจำ
การดื่มน้ำก็สำคัญ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยให้ได้วันละ 6-8 แก้ว
เคี้ยวช้า ๆ เข้าไว้
หัดตัวเองให้เป็นคนเคี้ยวอาหารให้นาน ๆ อย่างน้อย 10 ครั้งต่อหนึ่งคำ เพราะไม่งั้นแล้วขืนคุณเคี้ยวเร็วจะทำให้คุณทานได้เยอะกว่าเดิมนะคะ
อย่าทานพร้อมทำกิจกรรมอื่น
ห้ามทานอาหารไปพร้อมกับทำกิจกรรมอื่น ๆ อย่างเช่น อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ เล่นอินเทอร์เน็ตหรือแม้แต่การนั่งรถ เพราะจะทำให้คุณทานได้มากกว่าปกติ โดยไม่รู้ตัว แล้วความอ้วนก็จะตามมาเป็นเงาตามตัวคุณเลยทีเดียว

ที่มา สุขภาพและความงาม http://www.healthy-care.saweedas.com/?p=201

ว้าววววว ขอเสียงสาวๆหน่อยนะจ๊ะ

สวัสดีจ้า วันนี้เปิดบล๊อคใหม่ ขอเสียงสาวๆที่เข้ามาเยี่ยมชมหน่อยนะจ๊ะ
ว้าวววววววววว

สวัสดียามเช้า
สวัสดียามสาย
สวัสดียามบ่าย
สวัสดรยามเย็น
สวัสดี วันนี้ไปนอนก่อนดีหว่า

555++++